เหลืออีกเพียง 2 วัน กระบวนการเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้น ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้วันที่ 8 ก.พ. 69 เป็นวันเลือกตั้ง นาทีนี้ต้องบอกมีเพียงสองพรรคเท่านั้น ที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือ ภูมิใจไทย (ภท.) และ ประชาชน (ปชน.) โดยทั้ง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ภท. และ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ต่างฝ่ายต่างมีลุ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ขณะที่ในส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่แกนนำคาดหมายว่า ต้องได้ สส. 200 ที่นั่ง “นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” มีโอกาสลุ้นเก้าอี้หัวหน้ารัฐบาล แต่บรรดานักวิเคราะห์ทางการเมือง และหลายฝ่ายไม่เชื่อว่า จะมีทางเป็นไปได้ อย่างมากที่สุดน่าจะได้ สส. ระดับร้อยต้นๆ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ทุกพรรคต่างก็มั่นใจกับการคว้าชัยชนะ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ด้วยศักยภาพของแต่ละพรรค คงไม่มีพรรคการเมืองไหนได้เสียงเกินครึ่ง

ดังนั้นนอกจากทุกพรรคหวังได้เสียงข้างมาก ต้องมีพันธมิตร พร้อมที่จะจับมือร่วมงานด้วย ซึ่งในส่วนของพรรคส้ม นอกจากประกาศชัดไม่ร่วมงานกับ “พรรคกล้าธรรม (กธ.)”

“นายณัฐพงษ์” กล่าวว่า อยากเชิญชวนทุกคนตัดสินใจให้เด็ดขาด กาพรรค ปชน. ทั้ง 2 ใบ เพื่อออกจากการเมืองแบบเดิมๆ ตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน เราต้องการจำนวน สส. อีกเยอะ โดยเฉพาะ สส.เขต ที่ต้องไปโหวตให้ตนเป็นนายกฯ เราต้องได้ตำแหน่งนายกฯ ที่มีเสียงในสภามากพอ ไม่ว่าใครจะมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับเรา เราต้องสามารถกำกับทิศทางพรรคร่วมได้จริง ไม่ส่งคนที่มีประวัติค้ายา ค้ามนุษย์ ประวัติไม่ดีมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ถ้าในอนาคตมีประวัติไม่ดี นายกฯ สั่งเปลี่ยนได้ มีอำนาจต่อรองทางการเมือง เพราะนายกฯ มีอำนาจในการยุบสภา

ด้านความเคลื่อนไหวจากพรรค ปชน. ว่า ตั้งแต่ 4-7 ก.พ. 69 พรรคปล่อยแคมเปญ “เปลี่ยน” หวังปลุกประชาชนทุกคน เปลี่ยนอนาคตประเทศผ่านปลายปากกาที่คูหาเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยขึ้นบิลบอร์ดทั่วประเทศในพื้นที่ต่างๆ 17 พื้นที่ ดังนี้ กรุงเทพฯ ชลบุรี พัทยา เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง นครศรีธรรมราช พระนครศรีอยุธยา ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา สมุทรปราการ นครปฐม

ส่วน “นายอนุทิน” กล่าวถึงความคาดหมายจำนวน สส. ภายหลังการเลือกตั้งว่า เราพยายามรักษากติกาทางระบอบรัฐสภาให้มากที่สุด ซึ่งกำหนดไว้ว่าเลือกเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลก็ควรมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลควรจะเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐบาล ตรงไปตรงมาที่สุด ปฏิบัติมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม ตนว่ารอให้ตัวเลขจำนวน สส.ของแต่ละพรรคนิ่งก่อน ซึ่งกว่าจะนิ่งหลังจากปิดหีบ 17.00 น. ตัวเลขที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างน่าจะมี 21.00-22.00 น.

“น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะดูแลการเลือกตั้ง สส.กทม.พรรค ภท. ให้สัมภาษณ์ถึงเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 6 ก.พ. ว่า คิดว่าประชาชนตัดสินใจแล้ว แต่เรามาคอนเฟิร์มอีกครั้งว่า ถ้าตัดสินใจแล้ว ชอบเรา เชียร์เราแล้ว อย่าเชียร์อยู่ที่บ้าน ขอให้ออกมาช่วยเราด้วย นอกจากนี้จะเน้นพูดหลังจากวันที่ 8 ก.พ. เราจะกลับเข้าไปทำอะไร เราได้พิสูจน์แล้วเราทำได้จริง  ทุกครั้งที่ไปเดิน ถือเป็นนโยบายที่อยู่ในใจของประชาชน เราบอกมาตลอด เราไม่ได้ให้ปลา แต่เราให้เบ็ด สอนให้ประชาชนมีวินัยทางการเงินการคลัง พรรคเราใช้เงินหาเสียงน้อยมาก ไม่มีนโยบายประชานิยม เมื่อถามอีกว่า โค้งสุดท้ายสุดๆ แล้ว ใน กทม.มั่นใจว่าจะกวาด สส.ได้มากน้อยแค่ไหน น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า มั่นใจจะปักธงได้ แต่ว่าจะได้มากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ประชาชน

แต่ที่สำคัญ นอกจากจะต้องได้เสียงข้างมาก หากไม่มีพรรคไหนได้เกินครึ่ง ดังนั้นการหาเพื่อนร่วมงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งถ้านำประเด็นนี้มาเป็นองค์ประกอบ ดูเหมือน “พรรค ปชน.” จะเสียเปรียบ และคงต้องรอดูช่วงการหาเสียงในวันที่ 6 ก.พ. ทั้ง 3 ขั้วการเมือง จะเปิดเวทีปราศรัยในพื้นที่เมืองหลวง แคมเปญใครจะโดนใจมากกว่ากัน

ส่วนพรรค พท. ใช้เรื่อง “คลิปเสียง” มาดิสเครดิตพรรคคู่แข่ง โดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายพนม โพธิ์แก้ว ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 5 พรรค พท. นายอานนท์ ถนอมวงษ์ (สจ.ตูน) อดีต สจ.กาญจนบุรี เขต 2 และนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีคลิปเสียงกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง สส.ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยนายชูศักดิ์ กล่าวว่า คลิปเสียงมีคำพูดที่ไม่เหมาะสม และอาจหมิ่นเหม่เรื่องของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหลายมาตรา ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องบอกว่าไม่ใช่เสียงของตน พรรคจึงต้องนำบุคคลที่อยู่ในคลิปสนทนาพูดคุยมาแถลงว่า คลิปเสียงที่ปรากฏมีความเป็นมาอย่างไร เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา

นายพนม กล่าวว่า รู้สึกว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหาย ในคลิปมีการพูดว่า พรรคของผู้พูดจะเป็นพรรคที่ได้จัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน ส่วนพรรคที่ตนสังกัดอยู่ จะต้องเป็นฝ่ายค้าน ถ้าตนเป็นผู้แทนราษฎร ชาวบ้านจะไม่ได้อะไร เพราะเป็นฝ่ายค้าน งบประมาณเขาไม่ให้ลงพื้นที่แน่นอน คำพูดนี้ทำให้คนที่สนับสนุนตน อาจเปลี่ยนใจได้ เพราะหากเลือกไปแล้วไม่สามารถทำประโยชน์ให้กับชาวบ้านได้ ไปสนับสนุนคนดังกล่าวในคลิป

ด้าน “นายอานนท์” กล่าวว่า เป็นผู้อัดคลิปดังกล่าว ด้วยโทรศัพท์มือถือ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 68 เวลาประมาณ 08.46 น. ซึ่งตอนนั้นอยู่กับนายปรีชา จิรวงศ์สุธารมณ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปิล๊อก จ.กาญจนบุรี มีโทรศัพท์เข้ามาที่นายปรีชา ก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า มีการคุยข่มขู่ จึงได้บันทึกคลิปไว้เพื่อป้องกันตัวเอง ซึ่งนายปรีชา บอกว่าผู้ที่โทรฯ มาในคลิป คือเสียงของท่านที่ปรากฏอยู่ในคลิป

นายชูศักดิ์ กล่าวสรุปว่า นายพนมขอให้ดำเนินการตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งพิจารณาแล้วเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งหลายประการ เช่น การใส่ร้ายด้วยความอันเป็นเท็จ สัญญาว่าจะให้ การทำให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัคร สส. ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 73 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พท. จึงมีมติให้ร้องเรียนไปยังกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องในคลิปเสียงดังกล่าว เพราะทำให้เกิดความเสียหาย พร้อมมอบหมายให้นายนรวิชญ์ เป็นผู้ไปยื่นเรื่องต่อ กกต.เมื่อถามว่า อดีต สจ.ตูน ยืนยันได้หรือไม่ว่าคลิปเสียงนั้นเป็นของนายศักดา เนื่องจากเจ้าตัวไปแจ้งความว่าไม่ใช่เสียงตนเอง ว่า นายอานนท์ กล่าวว่า เจ้าของโทรศัพท์ที่เอาให้ตนคุยก็พูดชื่อนี้ เป็นคนขอสายคุยกับตน และมีสายนี้โทรฯ เข้ามาคุยกับตนหลายครั้ง เพื่อชวนให้ไปช่วยหาเสียง แต่ไม่มีเรื่องการข่มขู่ และเบอร์โทรศัพท์ที่โทรฯ มานั้น น่าจะเป็นเบอร์ของลูกน้อง โดยเป็นเบอร์ของนายกอบต.คนหนึ่งที่รู้จักกัน

เมื่อถามว่า ความผิดรายบุคคลจะสามารถเชื่อมโยงความผิดไปยังพรรคต้นสังกัดของคู่กรณีได้หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า น่าจะโยงถึงพรรคได้หลายเรื่อง เพราะรู้อยู่แล้วว่าสมาชิกทำผิดกฎหมาย พรรคจึงมอบหมายให้นายนรวิชญ์ไปยื่นกับ กกต.ก่อน ส่วนเรื่องพรรคหรืออื่นๆ กำลังพิจารณา เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง เราก็ใช้สิทธิของเรา เพราะถ้าปล่อยไปแบบนี้ ท้ายสุดก็จะไม่เกรงกลัวอะไร ต่อไปก็ใช้อำนาจรัฐ ทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม

คงต้องรอดูบทสรุปในการตรวจสอบของ กกต. จะออกในแนวทางอย่างไร แต่เบื้องต้นคงต้องรอดูเรื่องราวที่เกิดขึ้น จะกระทบกับฝ่ายตรงข้ามพรรค พท.หรือไม่ หรือการออกมาเดินหน้าตรวจสอบในเรื่องนี้ เป็นเพราะจำนวน สส.ของพรรค พท. ไม่เป็นไปตามเป้าหรือไม่ จึงต้องหันมาใช้รูปแบบนิติสงคราม.

“ทีมข่าวการเมือง”