เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เวชปฏิบัติทางประสาทวิทยา ผู้มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านสมองและความผิดปกติทางระบบประสาท ได้โพสต์ข้อความระบุว่า
“คุณศุภจี เก่งไหม ไม่เก่งจะได้ฉายา Super G เหรอครับ แถมพูดจาสุภาพ อธิบายเห็นภาพ อ่อนน้อม (ยกเว้นช่วงเข้มข้น ดีเบตช่วงหลังๆ ก็ฟาดนะ ผมว่าเป็นเรื่องปกติของการดีเบต)
คนสงสัยว่า เมื่อดีแล้วทำไมอยู่ภูมิใจไทย ทั้งที่พรรคนี้ถูกมองว่ามีเครือข่ายการเมือง ผลประโยชน์เยอะแยะ ยุบยับ ชอบโหนจังหวะกระแส ประวัติส่งเสริมกัญชา มีปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดนั้น
จริงๆ หากมองในประวัติและสายงาน ก็พอทราบกระบวนการคิด วันนี้มาคุยกันตามมุมมองนะครับ เป็นข้อๆ (ถูกไหมขึ้นกับมุมมอง)
- เธอโตมากับพื้นฐานจากโลกธุรกิจระดับโลก เธอเคยอยู่ IBM, Thaicom, ดุสิต องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเลข ROI, KPI, Market Share แน่นอน เป็นผู้บริหารที่ผู้ถือหุ้นซึ่งอยู่เหนือกว่านั้นจะต้องมีกำไร ไม่งั้นบริษัทเจ๊งครับ
การเติบโตในสภาพแวดล้อมนี้ ถึงจะเป็น “มืออาชีพ” แต่ไม่แยกขาดจากโลกของผลประโยชน์และอำนาจต่อรองครับ หัวหน้า CEO วางแบบไหน ไม่ใช่หน้าที่หัวหน้าหน่วยงานไปปรับโครงสร้าง แต่จะ drive KPI รายได้ให้ตรงเป้า
- เธอไม่ใช่นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน เธอไม่มาจาก NGO วิชาการ หรือภาคประชาสังคมที่เน้นอุดมการณ์มากกว่ากำไร
ดังนั้น การเลือก “พรรคการเมืองที่มีเครือข่ายและฐานอำนาจชัดเจน” จึงอาจไม่ขัดกับ sense ของเธอว่าเป็น “ระบบที่ใช้การได้” เอา goal เป็นหลัก ผลักดันให้เธอ achieve เป้า เท่านั้นพอ
นี่ต่างกับพรรคประชาชน ที่ผู้นำทางจิตวิญญาณเติบโตมากับเสรีชน เป็นขั้วตรงข้ามความไม่เท่าเทียม
ไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่มองโลกแบบนี้ผลักคนละอย่าง
- มุมเอกชน ผลประโยชน์ ≠ คอร์รัปชันเสมอไป (ในมุมของเธอ)
คนจากโลกธุรกิจมักมองว่า “การจัดสรรผลประโยชน์” ที่ชัดเจน บางครั้งคือวิธีบริหาร ไม่ใช่การทุจริต
เรื่อง lobbyist แม้กระทั่งการฮั้วกัน คือหนึ่งในการแข่งขัน
คุณศุภจีอาจไม่ได้ “แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน” แต่เธอคุ้นชินกับระบบที่มีการต่อรอง แบ่งผลประโยชน์ และมองความจริงแบบ “pragmatic” มากกว่าอุดมการณ์ จึงไม่รู้สึกขัดแย้งเมื่อต้องอยู่ในพรรคที่มีข้อครหาทางการเมือง
อาจเป็นไปได้ว่าเธอคุ้นชินกับการมองการบริหารประเทศเป็นเชิงธุรกิจ ถามว่าผลักดันได้ไหม ก็เชื่อว่าได้
แค่โครงสร้างอำนาจเดิมคงอยู่ สร้างแบบ “แบ่งกันกิน” เพียงแต่ข้างบนอิ่มกว่า
นั่นจึงเป็น mindset ของภูมิใจไทย ที่อาจมองว่า “การฮั้ว” คือสิ่งที่เป็นแกนผลักดัน และไม่ได้เลวร้าย ทั้งเรื่อง สว. บ้านใหญ่ เลยมาจนเรื่องผลักดันเศรษฐกิจ ให้เอกชนและศุภจีก็ทำไป ส่วนราชการก็แบ่งเปอร์เซ็นต์กันไป
คำถามสำหรับพวกเรา
เราควรให้โอกาสคนดี คนเก่ง ในระบบที่มีปัญหา? หรือเราควรสร้างระบบใหม่ที่ไม่ต้องประนีประนอม? อยู่ที่เรา”
- อจ.สุรัตน์


