กลายเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หลังต้องการผลักดัน 2 นโยบาย ทั้งที่เป็นเรือธง และการแก้ไขวิกฤติของประเทศ เรื่องแรกคือ “โครงการแลนด์บริดจ์” และการผลักดัน “พ.ร.ก.กู้เงิน” 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลาง จนทำให้เกิดวิกฤติพลังงาน และส่งผลกระทบเศรษฐกิจไปทั่วโลก แต่ก็กลายเป็นปมร้อน เพราะ ต้องเผชิญกับแรงต้านของฝ่ายค้าน ทั้งสื่อสารในมุมลบ รวมทั้งเตรียมรวมรายชื่อเพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.การกู้เงินขัด รธน.หรือไม่

โดย “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) นำทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา แถลงภายหลังการประชุม กล่าวว่า ขอเตือนโครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอยอีอีซี และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้ง “ไพ่ใบสำคัญ” หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง
ส่วน “น.ส.ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ปชน. กล่าวว่า น่าเสียดายที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ภาคใต้ อยากให้ไปรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประชาชนจัดตั้ง หากไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ขอแนะนำให้ไปที่อ่าวเคย จ.ระนอง ซึ่งประชาชนพร้อมให้ข้อมูล ทราบว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ที่คนในพื้นที่รู้จักดีในนาม “อาม่า” ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีเชี่ยวชาญภาคใต้ ท่านต้องรู้แน่นอนถ้าจะไปจริงๆ เมื่อสื่อมวลชนถามนายกฯ จะการันตีได้อย่างไรว่า โครงการนี้จะไม่เป็นการเอื้อให้ทุนต่างชาติมาเช่าที่ดิน นายกฯ กลับตอบว่าให้ดูหน้าท่าน 7-8 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร การตอบแบบนี้มักง่ายไปหน่อย ต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการบอกว่าตนเป็นคนดี รัฐบาลไม่มีความจริงใจตั้งแต่แรก

ขณะที่ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ จะนำผลการศึกษาในอดีตมาเป็นแนวทางในการศึกษาการทำโครงการนี้ โดยดูในทุกมิติ เพื่อหาข้อสรุปโครงการนี้ภายใน 90 วัน ซึ่งแม้ในอดีตจะมีผลการศึกษาโครงการนี้มาแล้ว 3 ฉบับ เนื่องจากผลการศึกษาดังกล่าวได้ผ่านมาหลายปีแล้ว และปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการศึกษาโครงการนี้จะต้องดูบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น ผลการศึกษาในอดีต ยังไม่มีปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐ อิสราเอล กับอิหร่าน และไม่มีปัญหาช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิด
“คณะกรรมการชุดนี้จะศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ และศึกษาผลกระทบของโครงการต่อสิ่งแวดล้อม, สังคมและชุมชนที่พื้นที่ของโครงการ เพราะเป็นโครงการสำคัญของประเทศ จำเป็นต้องดูให้รอบคอบ และต้องโปร่งใส”

คงต้องรอดูบทสรุปของการศึกษาโครงการที่สำคัญ จะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะการดึง “นายเอกนิติ” ที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง มานั่งเป็นประธานในการศึกษา ไม่ให้ถูกมองว่าใช้นักการเมือง และมีผลประโยชน์แอบแฝง เพื่อให้สังคมหรือไม่
ส่วนกรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 แสนล้านบาท ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะเล่นบทชิงการนำพรรคฝ่ายค้าน เมื่อจะผลักดันให้นำเรื่องไปร้องศาล รธน. วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัด รธน.หรือไม่ ทั้งที่มีเสียง สส. เพียง 21 เสียง
“นายกรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวอีกว่า ในงบประมาณปี 69 ณ ปัจจุบันเพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือ ให้รัฐบาลสามารถที่จะกู้เพิ่มเติมได้ ด้วยการออก พ.ร.บ.งบกลางปี ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็เป็นหลักกว่าหมื่นล้านบาท สามารถเอามารวมกับการโอนงบประมาณฯ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ในระหว่างนี้ จนกว่างบประมาณฉบับปี 70 มีผลบังคับใช้ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีแหล่งเงินอื่นที่จะสามารถใช้ได้ แต่รัฐบาลสามารถใช้แหล่งเงินตามที่ตนได้ชี้แจงไปได้ ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจนกว่ารัฐบาลจะมีงบก้อนใหญ่ คืองบฯ ปี 70 ที่จะทำให้มีเม็ดเงินกว่า 3 ล้านล้านบาท

“พรรคฯ มีมติเห็นตรงกันว่า เรื่องนี้เรายอมไม่ได้ ในการที่รัฐบาลจะผลักดันโครงการต่างๆ ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เราจะเดินหน้ายื่นต่อศาล รธน.ว่าการปฏิบัติตามมติ ครม.ครั้งนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประโยชน์ หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความอยู่ดีกินดีในปัจจุบันและอนาคตของประชาชนหรือไม่” นายกรณ์ กล่าว
ด้าน “นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ขณะนี้มีการดำเนินการยกร่างหนังสือที่จะยื่นต่อศาล รธน. แล้ว แต่การลงลายมือชื่อเพื่อยื่นต่อศาลฯ นั้นต้องใช้เสียง สส.ถึง 1 ใน 5 คือ 100 คน เราจึงต้องขอเสียงเพิ่มเติมจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรค ปชน.และพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งจะได้มีการประสานงานต่อไป

จากการเคลื่อนไหวของพรรค ปชป.เตรียมยื่นให้ ป.ป.ช.ทบทวนมติยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ใช้นอมินี ถือหุ้นแทน และเตรียมยื่นเรื่องให้ศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถูกตั้งคำถามว่า เป็นการแย่งซีนพรรคแกนนำฝ่ายค้านหรือไม่
โดยนักข่าวได้ตั้งคำถามกับ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. กรณีพรรค ปชป.ออกมาแถลงทั้ง 2 เรื่องก่อน เป็นการชิงบทบาทนำฝ่ายค้านหรือไม่ โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คิดว่าทั้งเรื่อง ป.ป.ช.และ พ.ร.ก.กู้เงินก็ต้องแยกเรื่องกัน และตาม รธน.ก็ต้องอาศัยเสียงของพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน ดังนั้นจึงคิดว่าการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน ทุกคนสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้ แต่สุดท้ายถ้าจะขับเคลื่อนได้ตามเงื่อนไขของ รธน.คือมีพลัง และรัฐบาลฟังเสียง บางอย่างก็ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ซึ่งคิดว่าพรรค ปชน. ก็ไม่ได้เห็นต่างในเรื่องของ ป.ป.ช. ที่ต้องได้ 140 เสียง เพื่อยื่นต่อประธานสภา
อย่างไรก็ตามในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค ปชน. พูดไปก่อนหน้านี้แล้วว่า หากรัฐบาลแยกก้อนตั้งแต่แรกก็คงไม่มีปัญหา แต่พอรวมก้อนกันแล้ว ทำให้เราต้องมาตัดสินใจชั่งน้ำหนัก เพราะส่วนหนึ่งพี่น้องประชาชนก็เดือดร้อนกับวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น การจะยื่นเรื่องนี้ให้ศาล รธน.วินิจฉัยยังมีกรอบอีก 60 วัน อาจจะส่งผลกระทบกับประชาชนหรือไม่ ดังนั้นตามกรอบนี้ ถ้าร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน เข้ามาที่สภา พรรค ปชน.พร้อมอภิปรายส่วนนี้เพื่อตั้งข้อซักตามต่อรัฐบาลอยู่แล้ว

คำตอบของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เลยย้อนกลับไปที่พรรค ปชป. ว่า คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่ หรือมุ่งแต่ประโยชน์ทางการเมือง หวังต้องการดิสเครดิตรัฐบาล อีกทั้งสมัยพรรค ปชป.เป็นแกนนำรัฐบาล ก็เคยออก พ.ร.ก.กู้เงิน
ด้าน “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณี ครม.มีมติออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และฝ่ายค้านโจมตีว่า เหมือนเป็นการตีเช็คเปล่าว่า การคัดเลือกโครงการจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยยืนยันการใช้เงินในโครงการเงินกู้ 4 แสนล้านบาทดังกล่าว จะต้องมีความโปร่งใส และจะนำโครงการที่หน่วยงานเสนอขอใช้เงินกู้ ขึ้นบนเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
ส่วนกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ปชป. จะยื่นให้ศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.ดังกล่าวว่า ไม่เป็นไปตาม รธน.มาตรา 172 นายเอกนิติ กล่าวว่า เคยช่วยอธิบายการออก พ.ร.ก.กู้เงิน โครงการไทยเข้มแข็ง ของรัฐบาล ปชป. แต่ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นการทำหน้าที่คนละบทบาทในขณะนี้
ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 52 รัฐบาลในขณะนั้นได้ออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เนื่องจากเกิดวิกฤติการณ์ระบบการเงินในต่างประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการแต่ยังไม่เพียงพอ
“ทีมข่าวการเมือง”



