เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค แถลงข่าวในหัวข้อ “ทำไมต้องฟ้องเฟซบุ๊ก” โดย น.ส.บุญยืน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงเดือน มี.ค. 2569 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อสินค้าและบริการแต่ไม่ได้รับสินค้า หรือได้รับสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา รวมทั้งสิ้น 6,164 เรื่อง ในจำนวนนี้กว่า 3,793 เรื่อง เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ทั้งกรณีหลอกขายสินค้า หลอกลงทุน แอบอ้างบุคคลหรือหน่วยงาน รวมถึงการเปิดเพจปลอมเพื่อหลอกลวงประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถติดตามผู้กระทำผิดมารับผิดชอบได้
น.ส.บุญยืน กล่าวว่า ผู้เสียหายมีอยู่ในทุกกลุ่มอาชีพและทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่อาจารย์ แพทย์ ข้าราชการ นักธุรกิจ ไปจนถึงประชาชนทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากการรู้ไม่เท่าทันเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กที่มีผู้ใช้งานในประเทศไทยมากกว่า 51 ล้านบัญชี หลายคนเชื่อว่าโฆษณาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มผ่านการตรวจสอบและคัดกรองแล้ว จึงไม่ทันตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นโฆษณาหลอกลวง ส่งผลให้มิจฉาชีพสามารถอาศัยความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
ด้าน น.ส.สารี กล่าวว่า การฟ้องร้องครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของแพลตฟอร์มให้เทียบเท่าสากล โดยสภาผู้บริโภคเห็นว่ามีเหตุผลสำคัญ 8 ประการที่ต้องดำเนินคดีกับเฟซบุ๊ก ทั้งในมิติทางกฎหมายและจริยธรรม
ประการแรก เฟซบุ๊กปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงและโฆษณาผิดกฎหมายจำนวนมาก ทั้งการหลอกลงทุน แอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียง ขายสินค้าปลอม สินค้าไม่ได้มาตรฐาน และเว็บพนันออนไลน์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบโฆษณาสนับสนุน ประการที่สอง Facebook Marketplace และระบบเพจ กลายเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยา อาหารเสริม และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงสินค้าอันตรายและอาวุธ สะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบคัดกรองเนื้อหา
ประการที่สาม อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มถูกใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงเหยื่ออย่างแม่นยำ โดยมิจฉาชีพสามารถใช้ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานเพื่อยิงโฆษณาหลอกลวงตรงกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากสูญเสียทรัพย์สิน บางรายถึงขั้นเกิดภาวะเครียด ซึมเศร้า และสูญเสียชีวิต
ประการที่สี่ เฟซบุ๊กได้รับผลประโยชน์จากค่าโฆษณาของกลุ่มมิจฉาชีพ ทั้งการหลอกลงทุน หุ้นปลอม และการขายสินค้าทิพย์ จึงถูกมองว่าเป็นการแสวงหากำไรบนความเดือดร้อนของผู้บริโภค
ประการที่ห้า ระบบยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานไม่มีประสิทธิภาพ เปิดช่องให้มีการใช้บัญชีปลอมและสวมรอยแบรนด์ดังเพื่อหลอกลวงประชาชน เมื่อเกิดเหตุผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามตัวผู้กระทำผิดได้ ประการที่หก เฟซบุ๊กอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายหรือ Regulatory Arbitrage โดยจดทะเบียนเป็นเพียงผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ทั้งที่มีธุรกรรมทางการค้าและการโฆษณาเกิดขึ้นจำนวนมากบนแพลตฟอร์ม ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะที่รายได้ส่วนใหญ่ถูกนำไปเสียภาษีในต่างประเทศ
ประการที่เจ็ด เฟซบุ๊กไม่มีระบบคุ้มครองผู้ซื้อและมาตรการเยียวยาที่เพียงพอ แตกต่างจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีระบบกระเป๋าเงินกลาง หรือ Escrow System สำหรับกักเงินไว้จนกว่าผู้ซื้อจะได้รับสินค้า เมื่อเกิดการฉ้อโกงผู้เสียหายจึงต้องรับภาระความเสียหายเพียงลำพัง และประการสุดท้าย คือพฤติกรรมสองมาตรฐาน หรือ Double Standard เนื่องจากเมตามีมาตรการคัดกรองและคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มงวดในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย แต่กลับไม่มีมาตรฐานเดียวกันในประเทศไทยและหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงยังไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของไทยอย่างเพียงพอในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
น.ส.สารี กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้แพลตฟอร์มข้ามชาติเข้ามาโกยรายได้จากค่าโฆษณาปีละนับหมื่นล้านบาท ขณะที่ประชาชนต้องเป็นฝ่ายแบกรับความเสียหายเพียงลำพัง เมื่อมาตรการขอความร่วมมือที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สภาผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางศาลเพื่อผลักดันให้เมตาปฏิรูปโครงสร้างแพลตฟอร์ม ยกระดับการยืนยันตัวตนผู้ขายให้ครบถ้วน และร่วมรับผิดชอบเยียวยาผู้เสียหายตามมาตรฐานสากล
สำหรับรายละเอียดของประเด็นการฟ้องร้อง ข้อเรียกร้องทางกฎหมาย รวมถึงรายชื่อผู้ถูกฟ้อง สภาผู้บริโภคจะเปิดเผยอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก เวลา 10.00 น.



