ออกมาเปิดใจครั้งแรก ธัญญ่า ธัญญาเรศ และ แคนดี้ รากแก่น  สองสาวผู้ประสบภัย ล่าสุดโดนโกงเงินจากคนคนเดียวกัน รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ถึงขั้นพี่ธัญญ่าต้องรับงานหนัก เอาบ้าน เอารถเข้าแบงก์เพื่อใช้หนี้ และพี่แคนดี้ทุ่มเงินเก็บหมดหน้าตักจนเกิดภาวะซึมเศร้าจนอยากจบชีวิตตัวเอง และบอกเลยว่าฉันไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ทั้งหมดนี้สองสาวจะมาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง one31 แบบจัดเต็ม

ธัญญ่า เผยว่า “โดนโกงไปรวมทั้งหมด 83 แต่มันมีส่วนที่ได้คืนมาบ้างแล้ว แต่ไม่ถึง 10% ของธัญญ่า มาจากพี่เป๊กรู้จักก่อนก็น่าจะคุยเรื่องธุรกิจกันแล้วมันน่าจะต้องใช้เงิน แกก็เลยพาพี่เข้าไปคุยด้วย เราก็ไปฟังเกี่ยวกับธุรกิจ แล้วเราก็รู้ว่าแคนดี้ทำอยู่แล้ว ก็อย่างที่แคนดี้บอกแหละ เราลงทุนไปแล้วอีก 2 อาทิตย์เงินที่เราลงทุนและตัวกำไรจากการขายสินค้าจะกลับมา เราก็แบ่งกับเขาคนละครึ่ง ซึ่งถือว่ามันเป็นผลตอบแทนที่ดี ตอนแรกลงไป พี่ไม่แน่ใจน่าจะประมาณ 4-5 ล้าน แล้วผลตอบรับที่กลับมามันใช้ได้เลย มันส่งไปเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ตู้นึงลงทุนประมาณ 4-5 ล้านต่อตู้ แล้วพอขายเสร็จเขาก็ส่งคืนมาด้วยกำไร ก็เหมือนลงทุนร่วมกัน ขายได้กำไรแบ่งกันคนละครึ่งเกือบ 10% นะ แต่ก็ปกติของการทำงาน มันดูเป็นไปได้ ไม่หลอกลวง รอบแรกลงไป 4 กำไรคืนมา 10% หลังจากนั้นเราก็ลงเพิ่ม ด้วยความที่เราเห็นว่าตู้คอนเทนเนอร์นึงมันได้แล้ว ก็เพิ่มเป็นสอง เพิ่มเป็นสามไปเรื่อยๆ แล้วเราก็คุยกับพี่เป๊กว่าจริงๆ น่าจะชวนเพื่อนที่เราสนิทจะได้เติบโตไปด้วยกัน ก็เลยชวนเพื่อนเรา แล้วพี่เป๊กก็ชวนเพื่อนเขา ซึ่งของเราก้อนเล็กกว่า แต่ของพี่เป๊กจะก้อนใหญ่ เพื่อนเขามีเงินมากกว่า”

“มันค่อยๆ เพิ่มนะ จาก 4-5 ล้าน เงินตัวเอง เงินสด 20 ก่อน แล้วไปคุยกับคุณพ่อ คือเรารู้สึกว่าธุรกิจมันไปได้ดี ถ้าเรามีเงินมากกว่านี้มันก็ดีนะ ก็ไปคุยกับคุณพ่อพี่เป๊ก น้องสาวพี่เป๊ก ซึ่งทั้งคุณพ่อและกี้บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรมันจะได้กำไรดีขนาดนี้ ไม่งั้นคนก็ทำไปทั่วแล้วสิ คือถ้าจะทำก็ทำเองไม่ใช่ไปให้คนอื่นเขาทำ ให้เขาดูแลเงินให้มันไม่ได้ คุณพ่อเลยไม่เข้าร่วม คุณพ่อบอกไม่ให้ทำ แต่พวกเราทำไปแล้ว เราก็แบบ…เอาไงดี เรา ไม่เอะใจเลย ไปต่อ น้องสาวพี่เป๊กก็ไม่ได้เหมือนกัน บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เราก็คุยกับพี่เป๊กแต่เราเห็นนะว่ามันได้ คุยกัน คือพี่เป๊กแกก็จะมีรถของแก พี่ก็จะมีบ้านถ่ายละครพี่ที่เราเคลียร์หนี้สินไปหมดแล้ว ไม่ใช่ที่รังสิตนะคะ เพราะที่นั่นของคุณพ่อ แต่เราจะมีบ้านของเราที่เราลงทุนเองแล้วเคลียร์หนี้ไปหมดแล้ว เป็นไทยแล้ว เราก็เลยแบบเอาบ้านไปเข้าสัก 10 ไหม ระหว่างบ้านกับรถเอาอะไรดี เพราะพี่เป๊กรถเขามีมูลค่า เราก็เลยคุยกันว่าเป็นบ้านดีกว่า พอเป็นบ้านเสร็จ เราก็ไม่รู้ว่าพี่เป๊กเอารถไปเข้า บ้านเนี่ย 10 ไปละ พี่เป๊กเอารถไปเข้าอีก 15 พี่เองก็ไม่รู้ มารู้ตอนหลัง พี่ก็บอกว่าเอาไปเข้าเพื่อจะเอามาลงเนี่ยจะงุบงิบเงินกำไรใช่ไหม มีเถียงกันเล็กน้อย เขาก็หัวเราะแห้งๆ เหมือนที่พี่หัวเราะนี่แหละ”

ธัญญ่า เล่าต่อว่า “เราก็คุยว่าจะยังไง พี่เป๊กบอกว่าถ้าฟ้องไปเขาติดคุกแล้วจะยังไงล่ะ เขาก็ไม่มีโอกาสทำงาน เอาเงินมาใช้หนี้ ได้ความสะใจเหรอ มันก็แค่นั้น ก็คือให้โอกาสดีกว่า แต่ระหว่างให้โอกาสเราก็ไปรู้มาอีกว่า พี่เป๊กไปลงเพิ่มอีก 8 ล้าน จากเดิม 45 เป็น 53  เป็นหนี้จริงๆ เวลาใครแซวก็เป็นหนี้ไงคะ ก็ไม่มีเชื่อ คือง่ายๆ เลยพี่เป๊กไม่กล้าไปขอพ่อเพื่อเอามาใช้หนี้ เขารู้สึกว่าพ่อห้ามแล้ว กลัวพ่อด่า อดทนทุกข์ทรมานมา 2 ปี จนตัวเราเองทำงานมาเรื่อยๆ ใช้หนี้ฝั่งเพื่อนเราหมดแล้ว แล้วฝั่งเพื่อนพี่เป๊กบางส่วน แต่มันก็เหลืออีกก้อนใหญ่ พี่เป๊กเองเขาบอกว่าเวลาเจอหน้าเพื่อนแล้วรู้สึกไม่ดี เหมือนมองได้โดยไม่บริสุทธิ์ใจ มันเหมือนไปเอาเงินเขามาแล้วไม่ให้เขาได้ผลตอบแทนตามที่เราคาดหวัง ก็เลยปรึกษากันว่าคุยกับพ่อเถอะ ต้องบอกพ่อแล้วล่ะ ก็เลยตัดสินใจไปบอกพ่อกัน ซึ่งเรากะว่าต้องฟังพ่อดุแล้วสอนนานแน่ แต่สุดท้ายพ่อฟัง เพราะพี่เป๊กเคยมีแบบนี้มา 2-3 รอบแล้ว ตั้งแต่เขาหนุ่มๆ  ทำธุรกิจแล้วล้มแล้วพ่อก็ต้องเข้ามาช่วย  จนอันนี้พี่เป๊กรู้สึกว่าเขาแก่แล้ว 50 ต้นแล้ว แต่ว่ายังต้องพึ่งพ่ออยู่เลย เขาก็รู้สึกไม่ดี แต่ว่าพ่อก็น่ารักมากเลยค่ะ เข้าใจแล้วทำไมพี่เป๊กถึงรักทั้งพ่อ แม่ มาก เพราะว่าพ่อกับแม่คอยซัพพอร์ตทุกอย่าง “

แคนดี้ เผยว่า “ของแคนดี้ เราทำธุรกิจอยู่แล้ว ค่อนข้างดูเยอะทุกครั้งที่ทำอะไร อย่างอันนี้ แคนดี้เข้าสู่ธุรกิจนี้คือตัวเองเป็นคนขายของอยู่แล้ว เราก็หาสินค้าขาย ทีนี้คนนี้เขาเป็นเหมือนโรงงานที่แปรรูปสินค้าแล้วส่งออก พอส่งออกมันก็จะใหญ่กว่าที่เราเคยทำ เราทำขายออนไลน์ ซื้อมาขายไป แล้วทีนี้วันนึงเราอยากโต ไปเจอเขาซึ่งเขามีโรงงาน แล้วพี่ญ่าก็เห็นว่าแคนดี้ไปอยู่กับเขา ออกจากการขายของออนไลน์ไปเรียนรู้อยู่กับเขา 5 เดือน ไปอยู่อย่างนั้น ไปดูระบบเขามีลูกค้ามาจริง พอมันถึงช่วงฤดูกาลที่ทำได้ เพราะสินค้าเขาเป็นฤดูกาล เขาก็เลยบอกว่ามาลงไหม มาทำไหม คือซื้อมาขายไปเหมือนกัน ลงทุนปุ๊บเขาซื้อของส่งไป พอได้เงินเขาก็ให้เราเลยมันเป็นก้อนเล็กๆ ซึ่งเราลองทำดู โอเคมันก็ได้ มันอยู่ในก้อนที่เราพร้อมลงทุน คือ 1.8 ล้าน นี่คือก้อนแรก ก็ได้คืนกลับมาทั้งต้นและดอก พอเราทำอันแรกปุ๊บมันก็มีลูกค้าเข้ามาอีก ทีนี้มันอยู่ที่การพูดคุยแล้ว หาของให้ลูกค้าได้ไหม หาของได้ก็ส่ง เราก็ทำอยู่อย่างนี้ 4-5 รอบ ก็ได้ตลอด”

“แคนดี้มีชวนค่ะ แต่ก่อนชวนแคนดี้เอาเงินส่วนตัวของตัวเอง ที่ปกติเราจะไม่ยุ่งกับก้อนนี้เก็บมาทั้งชีวิต ก็คือเป็นก้อนที่เราเก็บไว้ดูแลคุณแม่ ส่วนอีกก้อนนึงบอกตัวเองว่าจะเกษียณ 2 ปีฉันจะเที่ยวแล้ว ก็เป็นเงินเที่ยว เงินใช้จ่าย เอาไงดีนะ คือรอบนี้รอบสุดท้าย เป็นรอบใหญ่เขาต้องใช้เงินเท่านี้ ความโลภด้วยแหละ เราเลยตัดสินใจ มันเห็นมาตลอดว่ามันได้ ได้แบบไม่มีเงื่อนไขอะไรด้วย เราเลยตัดสินใจยืมเงินตัวเองก่อน เอาออกมาจากกองนี้ประมาณ 25 ล้าน เสร็จแล้วปรากฏว่ามันทำได้ดีเหมือนพี่ญ่าเลย แล้วมีเพื่อนที่เราทำธุรกิจด้วยอยู่ตอนนั้น เราเลยชวนเขา อยากให้เขาได้ด้วย เอ็นดูเขา รักเขา แต่เราชวนเขาคนเดียว เขาก็ลงมา 7 ล้าน ทั้งหมดก็กลายเป็น 42 ล้าน ตอนนั้นเรายังไม่ได้คุยกับพี่เป๊ก พี่ญ่า แต่เราก็มีการคุยกันตลอด ได้บ้างไหม ของแคนดี้ก็เอาทนายเข้าไปคุยเลย โทรไปมันยังไงคือเรามันไม่ปล่อยอยู่แล้ว ก็ตามจิกเขา จนเขาไม่รับสาย พอไปถึงที่บ้านเขาก็บอกว่าป่วย ไม่ออกมาเจอ ก็เข้าใจได้ เขาก็คงเครียดเหมือนกันกับภาวะที่เกิดขึ้น ก็เลยคุยกับทางพี่เป๊ก พี่เป๊กก็บอกว่าให้โอกาสเขาหน่อย ก็ถามพี่เป๊กให้โอกาสยังไงดี พี่เป๊กบอกว่าเขาอาจจะมีโอกาสฟื้นตัวก็ได้ระหว่างนี้ มันเหมือนมีความหวัง เขาทำธุรกิจอยู่ เขาอาจจะมีโอกาสฟื้นตัว โอเคงั้นแคนดี้ก็ถอยออกมา ไม่ไปกดดันอะไรเขามาก ก็นั่งรอ ระหว่างที่รอก็คือพี่เป๊กบอกอย่าเพิ่งพูดอะไรออกไป เพราะเดี๋ยวมันจะกระทบกับธุรกิจ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังขอไม่ให้พูด เพราะเดี๋ยวมันจะกระทบกับธุรกิจเขาที่กำลังทำแล้วเหมือนจะฟื้นตัวอยู่ตอนนี้”

แคนดี้ เล่าอีกว่า “สภาพจิตใจ แย่เลย เพราะว่า แคนดี้ไม่เคยโกหก มีอะไรแคนดี้พูดหมด แต่วันนึงเราห้ามพูดเลย เพราะว่าด้วยความที่พี่เป๊กเขามีเหตุผลของเขา ทั้งให้โอกาสและอะไรหลายๆ อย่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง 1.คนในบ้านก่อน แคนดี้ไม่มีเงินให้แม่ ปกติเป็นคนสายเปย์แม่มาก แม่อยากได้อะไรให้ อยากไปไหนพาไป ทีนี้กลายเป็นเรายืมเงินแม่มาใช้ มันหมดแล้วเงินที่เราเก็บให้แม่ พอแม่ขออะไรบางอย่าง ง่ายสุดเลยตอนนั้น แม่อยากทำฟัน ทั้งปากมันประมาณ 7 แสน ไม่มี ซึ่งปกติพาแม่ จูงมือไปเดี๋ยวนั้นเลย สบายมาก เราไม่รู้จะบอกแม่ว่ายังไง เล่าให้แม่ฟังไม่ได้ มันเลยเก็บแล้วโดนแบบนี้มาเรื่อยๆ แม่อยากทำอันนี้ ไม่ได้ พอข้างนอกเราทำธุรกิจขายของ ซื้อมาขายไป หนูขายกระเป๋าในเพจ ไม่มีเงินลงทุน ก็ไปต่อไม่ได้ เราก็เครียด มีแต่ใช้ออก ใช้เงินเก่า สุดท้ายมันกลายเป็นภาวะซึมเศร้าไม่รู้ตัว เรากลายเป็นไม่ออกไปเจอคน ไม่คุยกับใคร ทุกครั้งที่คุยกับพี่ญ่าเราจะสบสยใจทุกครั้ง แค่ทักไปแล้วเขาตอบมา หนูก็ไม่คุยเลย ไม่ทักหาใครใดๆ เลย กลายเป็นเก็บตัว หายไปเลย ไม่ไลฟ์ขายของ ออกจากทุกอย่าง แม้แต่บันเทิง ซึ่งตอนนั้นก็มีคนติดต่องานร้องเพลง งานพิธีกร ไม่ไปเลย มันกลายเป็นเราไม่อยากเจอคน แล้วก็กลัวไปเลย เป็นอยู่ประมาณ 6 เดือน เรื่องธุรกิจมันไปไม่รอด มันเลยหนัก 6 เดือนนั้น แคนดี้กลางตัวสัญญาเรื่องบ้าน ถ้าเราไม่อยู่บ้านนี้จะหลุดไหม มาดูถึงขั้นนั้นแล้ว ไม่อยากอยู่แล้ว มันทำอะไรให้แม่ไม่ได้ ก็รู้สึกว่าถ้าไม่มีเรา ประกันจะโคปเว่อร์แค่ไหน แเล้วก็เรื่มทำบทความของการเตรียมตัวตาย แฟนเห็นเขาเลยรู้สึกไม่ดี เขาเริ่มรู้แล้ว แต่เขาพูดกับเราไม่ได้ เขาเลยลาออกจากงานที่เขาทำมา ถึงขั้นเป็นผู้บริหารแล้ว ทำมา 28 ปี ลาออกมาดูแลเรา ต้องขอบคุณเขามากๆ คือใช้ญี่ปุ่นบำบัด ให้แคนดี่ออกจากตรงนี้เลย ไปอยู่ญี่ปุ่น ก็ 3 เดือนไป 4 คร้้ง ก็ปรับๆ มันหนักมากๆ ในโมเมนต์นั้นจริงๆ”

” กว่าจะฟื้นได้ ใจมันเป็นหนักมาก แล้ววันนึงเราหันมาเห็นแม่เรา แล้วแม่ก็ไม่ถาม ไม่อะไรเลย เราเลยเปรยๆ แม่ว่าวันนึงถ้าหนูไม่มีเงินแล้วอะ ทำยังไงดี แม่ก็บอกว่าแม่ก็ออกมาร้องเพลงไง ก็มาทำงานไง เราก็เลยแบบ เออะหวะ…เราก็แค่ลุกขึ้นมาทำงาน แล้วหนูก็เห็นเพื่อนหนู ผู้ประสบภัย 2 คนออกมาไลฟ์ ตี2 ตี3 ก็ไลฟ์ เอาก็ไปเติมพลังกับพี่เรานี่แหละหวะ ก็เลยชวนแม่ บอกว่าออกไปหาเงินใช้หนี้กัน ตอนนั้นเทศกาลเจนนี่ อาจจะเป็นเทศกาลแคนดี้ก็ได้ เอาวะลุกขึ้นสู้”