ในที่สุดเป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีแนวโน้มได้เสียงข้างมากในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเสียงที่จะทำฝ่ายบริหารมีความแข็งแกร่ง คงหนีไม่พ้นพรรคเพื่อไทย (พท.) เพื่อให้รัฐบาลเกิดความมั่นคง ส่วนอีกพรรคน่าจะเป็น พรรคกล้าธรรม (กธ. ) แม้หลายพรรคประกาศไม่ร่วมงานด้วย ทั้งพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แต่เนื่องจากพรรคแกนนำพรรคกธ. “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคฯ ตัดสินใจมาสนับสนุน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ภท. เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นคนแรก

ดังนั้นในทางการเมืองเพื่อแสดงความจริงใจ ก็ต้องดึงพรรค กธ.เข้าร่วม หมายความว่า พรรคฝ่ายค้านจะประกอบด้วยพรรคหลักคือ ปชน.และปชป. ซึ่งจะเป็นฝ่ายค้านที่น่ากลัวมาก เพราะทั้งสองพรรคมีความโดดเด่นในการตรวจสอบด้วยกันทั้งคู่ พูดง่ายๆ ว่า ฝ่ายบริหารจะทำอะไรไม่ถูกต้อง หรือการแต่งตั้งบุคคลที่มีตำหนิ เข้ามามีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) หนีไม่พ้นถูกยื่นอภิปราย แบบที่ยังไม่มีการพิสูจน์ผลงานแน่ๆ และในท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบกับเสถียรภาพ แม้ตั้งรัฐบาลได้ แต่อายุไม่ยืนยาว ต้องมีอันเป็นไปในระยะเพียงสั้นๆ

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรี คงมีการต่อรองกันหนัก โดยเฉพาะ พท. ที่มี “นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นแคนดิเดตนายกฯ คงหวังได้ดูแล “กระทรวงคมนาคม” และ “กระทรวงมหาดไทย” ซึ่งกระทรวงหนึ่งประกอบด้วยโครงการต่างๆ ส่วนอีกกระทรวงหนึ่งคุมกลไกข้าราชการฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งจะมีส่วนกับการช่วยขยายฐานเสียงในอนาคตได้ ซึ่งอยู่ที่จะการเจรจาต่อรอง
ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ได้ตอบคำถามถึงความมั่นใจหรือไม่ว่า พรรค ภท.จะสามารถรักษาเก้าอี้ สส.บุรีรัมย์ได้ครบ 10 เขตว่า “ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน ถามคำถามยากจัง ถ้าหากกำหนดได้ เราก็คงขอ 500 เขตมั้ง คาดหวังว่าทุกพรรคคงเล็งผลเลิศ ก็ขออวยพรให้ทุกพรรคการเมืองได้ประสบความสำเร็จสมความปรารถนา ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ขอให้จบอะไรที่มันบาดหมาง อะไรที่มีการกระทบกระทั่งกันไปบ้าง ระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง มันก็เป็นส่วนหนึ่งของเกมการแข่งขัน ส่วนไหนที่เรามีไปกระทบกระทั่งกับใครบ้าง ก็ขอถือโอกาสนี้ขออภัยทุกฝ่ายด้วย”
เชื่อว่าสูตรจัดตั้งรัฐบาล ที่มี ภท.เป็นแกนนำรัฐบาล คงหนีไม่พ้น พท.และกธ. เพราะด้วยเสียงสนับสนุน และความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเดิม ซึ่งในส่วนของพรรคฝ่ายค้านคงหนีไม่พ้น ปชน. และปชป. เพราะทั้งสองพรรคประกาศชัดเจน ไม่ร่วมงานกับพรรค กธ.

ส่วนประเด็นร้อน ที่อาจกระทบ “พรรคส้ม” หนีไม่พ้นคดี 44 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เสนอขอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 โดย “นายสุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีมีรายงานข่าวว่า ทาง ป.ป.ช.เตรียมพิจารณาชี้มูลความผิดคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กรณีเข้าชื่อเสนอแก้มาตรา 112 เข้าที่ประชุม ป.ป.ช. วันที่ 9 ก.พ.ว่า ข้อเท็จจริงคือในวันที่ 9 ก.พ.นี้มีการประชุม ป.ป.ช. แต่ไม่มีวาระการพิจารณาเรื่องอดีต 44 สส.พรรค ก.ก. อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ สามารถหยิบเป็นวาระลับเข้าที่ประชุมได้ โดยประธาน ป.ป.ช.เป็นผู้เสนอ และที่ประชุมให้การพิจารณา เมื่อถามว่า มีแนวโน้มที่จะมีการเสนอเรื่องนี้เข้าพิจารณาเป็นวาระลับหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ถ้าถามถึงแนวโน้มว่าจะมีเรื่องนี้เข้าพิจารณาหรือไม่ ตนก็ต้องบอกว่ายังไม่ทราบ แต่ในเรื่องของสำนวนการสืบสวน สอบสวนเรื่องนี้เสร็จสิ้นแล้ว รอเข้าที่ประชุมเท่านั้น
เมื่อถามว่า มีการจับตาและวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการชงเรื่องนี้หลังเลือกตั้งเป็นการสกัดทางการเมืองหรือไม่ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในไทม์ไลน์ของการพิจารณาตามปกติอยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เรามีการพิจารณากันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2568 แล้วทางผู้เกี่ยวข้องมีการยื่นขอความเป็นธรรม ขอชี้แจงเรื่องนี้เข้ามา ซึ่งก็ส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมเข้ามาแล้ว เมื่อมีการชี้แจงเสร็จสิ้น มาลงตัวเอาในตอนนี้ ไม่ใช่ว่าเราอยากจะหยิบยกเรื่องนี้มาในช่วงของการเลือกตั้ง ทั้งนี้ หากมีการหยิบเรื่องนี้มาพิจารณาในที่ประชุมวันที่ 9 ก.พ. ทาง ป.ป.ช.จะมีการเผยแพร่ผลการพิจารณาให้ทราบอีกครั้งว่าผลการพิจารณาเป็นอย่างไร
“ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องการเมือง ทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์ ผมก็ระมัดระวังเรื่องนี้อยู่ เพราะในฐานะเป็นหัวหน้าหน่วยงาน ต้องระวังอยู่แล้ว ไม่ให้มีการนำไปเชื่อมโยงการเมือง” นายสุรพงษ์ กล่าว

ขณะที่ในการจัดกระบวนทัพเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง 2569 พรรค ปชน.สมาชิกพรรคที่ติดบ่วง แก้ไขกฎหมายอาญา 112 พรรคส่งลงสมัครเพียง 15 คน แบ่งเป็น ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน ได้แก่ 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 3.นายนิติพล ผิวเหมาะ 4.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 5.นายรังสิมันต์ โรม 6.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง 7.นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร 8.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 9.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม 10.นายวรภพ วิริยะโรจน์ 11.นายคำพอง เทพาคำ 12.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ (เดิมเป็น สส.กทม.) และมี 3 คนถูกส่งลง สส.เขตเช่นเดิมคือ 1.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร 2.นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมัคร สส.กทม. 3.นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สมัคร สส.ชลบุรี
คงต้องรอดูว่า บทสรุปของ ป.ป.ช. จะออกมาอย่างไร ซึ่งจะมีผลทางการเมือง และอาจมีผลกระทบกับพรรคส้ม หากผลการวินิจฉัยออกมาเป็นลบ เพราะมีแกนนำพรรค ปชน.ติดร่างแห เช่น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล
ทีมข่าวการเมือง



