เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า มีปรากฏการณ์การนำดราม่าชีวิตจริงมาต่อยอดเป็นกระแสข่าวและโอกาสในวงการบันเทิง ชวนสังคมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังสร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากความสามารถของผู้คน หรือกำลังสร้างอุตสาหกรรมที่เติบโตจากดราม่าของชีวิตจริง

ทุกคนสมควรได้รับโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าวงการเพลงหรือวงการบันเทิง แต่สิ่งที่สังคมควรถกเถียงไม่ใช่ตัวบุคคล หากเป็นโครงสร้างของระบบที่เปลี่ยนเหตุการณ์ดราม่าให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านข่าว รายการโทรทัศน์ แพลตฟอร์มออนไลน์ และธุรกิจบันเทิง ละครนั้นใช้ศิลปะเล่าเรื่องของมนุษย์ แต่ดราม่าชีวิตจริง ใช้มนุษย์เป็นความบันเทิง ละคร ภาพยนตร์ และดนตรี ล้วนเกิดจากการลงทุนด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักเขียนบท ผู้กำกับ นักแต่งเพลง นักแสดง และทีมงานจำนวนมาก แต่เมื่อชีวิตจริงของผู้คนสามารถกลายเป็นคอนเทนต์ที่สร้างยอดวิวและรายได้ได้ทันที ต้นทุนในการผลิตความบันเทิงกลับลดลง เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องราวใหม่ เพียงนำเหตุการณ์ของบุคคลมาขยายต่อก็สามารถดึงดูดความสนใจของสังคมได้

“ขอตั้งคำถามกับความเป็นธรรมในปรากฏการณ์นี้ หลายครั้งผู้ที่ตกเป็นข่าวหรือได้รับเชิญไปออกรายการอาจได้รับเพียงค่าตอบแทนในการร่วมรายการหรือค่าเดินทาง แต่แทบไม่มีการพูดถึง “มูลค่าของเรื่องราว” ที่ถูกนำไปสร้างรายได้ให้กับสื่อ รายการ หรือธุรกิจอื่น ๆ ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นต้องเปิดเผยชีวิตส่วนตัว รับผลกระทบต่อชื่อเสียง และเผชิญกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ในระยะยาว

“คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครได้โอกาสในวงการบันเทิง แต่คือเมื่อชีวิตของคนๆ หนึ่งถูกนำไปสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องราวนั้นได้แบ่งปันคุณค่ากลับไปอย่างเป็นธรรมหรือไม่ ถึงเวลาที่สังคมควรร่วมกันถกเถียงถึงมาตรฐานด้านจริยธรรมของสื่อและอุตสาหกรรมบันเทิงในยุคดิจิทัล เพื่อให้การสร้างโอกาสแก่ผู้คนเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความสามารถ ศักดิ์ศรี และความเป็นธรรม มากกว่าการพึ่งพาดราม่าที่เกิดขึ้นกับชีวิตจริงของใครคนหนึ่ง เมื่อชีวิตของใครคนหนึ่งถูกนำไปสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ผู้สร้างคุณค่านั้นควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ทั้งในด้านค่าตอบแทน สิทธิ ความยินยอม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป็นเพียงวัตถุดิบราคาถูกของอุตสาหกรรมความสนใจ” ธัญวัจน์ กล่าว