สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ว่า สำนักข่าวเอเอฟพีมองการเลือกตั้งทั่วไปของสองประเทศในเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คือไทยและญี่ปุ่น สะท้อน “เทรนด์อนุรักษนิยม” กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
เอเอฟพีวิเคราะห์ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชา มาเป็นกลไกสร้างความนิยม คล้ายคลึงกับกรณีของนางซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น ซึ่งใช้ท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนในเรื่องไต้หวัน เพื่อปลุกใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายอนุรักษนิยม
Thailand’s PM Anutin staked his election on nationalism — and won https://t.co/ntjTcmV80P
— The Straits Times (@straits_times) February 8, 2026
ขณะเดียวกัน แม้ประชาชนทั้งในไทยและญี่ปุ่นจะเผชิญกับปัญหาสินค้าราคาแพง แต่ผู้นำทั้งสองประเทศสามารถเอาชนะความไม่พอใจนี้ได้ ในส่วนของไทย คือการที่รัฐบาลของนายอนุทินให้คำมั่นสัญญา เกี่ยวกับการอัดฉีดงบประมาณมหาศาลและการพักภาษีบริโภค ส่วนในญี่ปุ่น ทาคาอิจิใช้นโยบายการคลังเชิงรุก
Thai Prime Minister Anutin Charnvirakul's Bhumjaithai Party won a clear victory in Sunday’s general election, raising the prospect that a more stable coalition may now succeed in bringing an end to political instability. https://t.co/K0yWVUh4NE
— The Japan Times (@japantimes) February 9, 2026
นอกจากนี้ เอเอฟพีวิเคราะห์ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภูมิภาคแห่งนี้ กำลังหันกลับมาหาผู้นำซึ่งมีบุคลิกเด็ดขาดมากขึ้น โดยมองว่า นายอนุทินคือผู้นำซึ่งสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ในประเด็นความขัดแย้งกับกัมพูชา และน่าจะสามารถที่ยุติภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อได้
ส่วนผู้นำหญิงคนแรกของญี่ปุ่นมีภาพลักษณ์ “สตรีเหล็ก” ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของสหราชอาณาจักร.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



