สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ว่า เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส นำเสนอบทความวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งทั่วไปของไทย เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่านับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พรรคฝั่งอนุรักษนิยม ซึ่งชูแนวคิดชาตินิยม ความรักชาติ และการเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้ ซึ่งสะท้อนถึงการตัดสินใจระหว่าง “วิสัยทัศน์ที่ต่างกันสุดขั้ว” สองทาง
ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทย เรียกได้ว่า เป็นการหักปากกาเซียนและผลโพลของสื่อทุกสำนักในไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมใจกันยกให้พรรคประชาชนมีคะแนนนิยมนำเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส มองว่า ผลการเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้ คือสัญญาณว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยเริ่มโหยหา “ความมีเสถียรภาพที่ต่อเนื่อง” ท่ามกลางภัยคุกคามจากภายนอก ทั้งในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์
Breaking News: Thailand embraced nationalism and the monarchy for the first time in years, rejecting a recent progressive movement in elections on Sunday. https://t.co/AnPktNPQlu
— The New York Times (@nytimes) February 8, 2026
สงครามชายแดน “จุดเปลี่ยนสำคัญ”
การเลือกตั้งทั่วไปของไทยครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือน หลังเหตุปะทะนองเลือดบริเวณแนวชายแดนไทยระหว่างไทยกับกัมพูชา และนายอนุทินใช้เรื่องนี้ชูนโยบายด้านความมั่นคง พร้อมทั้งปลุกกระแสความรักชาติไปพร้อมกัน ด้วยนโยบายไม่ว่าจะเป็น การสร้างกำแพงกั้นพรมแดนกับกัมพูชา และการขยายโครงการทหารอาสา และวาทกรรมว่า ไทยพร้อมตอบโต้ทุกการโจมตีของกัมพูชาด้วยความหนักหน่วง
คุณทิตา แสงลี นักวิจัยจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ วิเคราะห์ว่า ประชาชนเปลี่ยนลำดับความสำคัญจาก “การปฏิรูป” มาเป็น “ความต้องการเสถียรภาพ” เนื่องจากกังวลเรื่องสงครามและนโยบายต่างประเทศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ขณะเดียวกัน ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องเสียหายอย่างหนักสำหรับพรรคประชาชน ที่หวังจะสานต่อความสำเร็จจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 จุดอ่อนที่ชัดเจนคือเรื่องกองทัพ ซึ่งทำให้ถูกโจมตีว่า “ไม่รักชาติ”
แม้แกนนำหลายคนพยายามปรับภาพลักษณ์ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง เพื่อให้ดูมีความเป็นสายกลางมากขึ้น หวังเอาใจชนชั้นนำ แต่กลายเป็นการทำให้ “ภาพลักษณ์ดูอ่อนแรงลง” และฐานเสียงหลักอย่างคนรุ่นใหม่ กลับขาดความกระตือรือร้นในการออกมาเลือกตั้ง
นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนยกมือสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงปลายปี 2568 “คือความผิดพลาดมหันต์” เพราะเป็นการยื่นโอกาสให้คู่แข่งสะสมบารมีในฐานะรัฐบาล และทำลายจุดยืนทางอุดมการณ์ของตัวเอง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเปลี่ยนใจหันมาสนับสนุนนายอนุทิน เพราะมีการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตัวเขาและพรรคภูมิใจไทยสามารถ “ทำงานได้จริง”
นายธีรยุทธ ปรีดีสวัสดิ์ วัย 47 ปี กล่าวกับเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ว่าเลือกนายอนุทินเพราะ “เป็นคนจริง ทำจริง” โดยเฉพาะการจัดการปัญหาชายแดนกับกัมพูชา และมองว่า นายอนุทินเป็นตัวเลือกดีที่สุดสำหรับ “ประชาชน กษัตริย์ และประเทศชาติ”.
เครดิตภาพ : REUTERS



