นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังพรรคภูมิใจไทย เตรียมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่า กระทรวงการคลังมีความพร้อมเดินหน้านโยบายที่เคยติดขัด ในช่วงรอยต่อทางการเมืองให้กลับมาเดินหน้าได้ทันทีโดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ถือเป็นนโยบายที่มีความชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย และต้องเดินหน้าต่อแน่นอน อย่างไรก็ตาม รูปแบบ รายละเอียด และแนวทางปฏิบัติ ยังต้องรอ รมว.คลัง คนใหม่เข้ามาให้ความชัดเจน ซึ่งประเมินว่าโครงการคนละครึ่ง จะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ดี

ส่วนเรื่องงบประมาณจะเพียงพอต่อการเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 หรือไม่นั้น เนื่องจากมีวงเงินเพียง 3 หมื่นกว่าล้านบาท แต่มีนโยบายที่จะผลักดันโครงการกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท โดยเรื่องนี้จะต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง จากทั้งสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ โดยกลุ่มที่จะเข้าร่วมโครงการก็ยังเป็นตัวเล็กระดับฐานราก ทั้งผู้บริโภค และร้านค้า แต่ต้องรอรายละเอียดจากฝั่งนโยบายก่อน

”เชื่อว่ารัฐบาลเห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใดบ้าง ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะต้องเดินหน้าแน่นอน ขณะที่การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ กระทรวงการคลังได้เตรียมการไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ต้องเดินหน้าโดยเร็ว โดยหากมีรัฐบาลใหม่ มีความพร้อม หรือรัฐบาลอยากปรับหลักการก็สามารถดำเนินการได้ โดยไม่ผิดหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)”

ทั้งนี้ มองว่าการเตรียมความพร้อม สำหรับแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นพรรคเดิมนั้น หากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นั่งเก้าอี้ตำแหน่งเดิม รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง อย่างต่อเนื่องก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะยังมีเรื่องที่ยังไม่ดำเนินการอีกหลายเรื่อง และมีอีกหลายเรื่องที่อยากดำเนินการเพิ่มเติม โดยครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้ามาขับเคลื่อนบางเรื่องต่อไป หลังในช่วงการเข้ามาเป็นรัฐบาล 4 เดือนที่ผ่านมา อาจมีเวลาน้อยไป

นายลวรณกล่าวว่า เรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 ที่กังวลว่าจะเกิดความล่าช้านั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับกระบวนการหลังเลือกตั้ง หาก กกต.รับรองผลการเลือกตั้งได้เร็วสูงสุดที่ 60 วัน ก็จะมีประโยชน์ต่อการเดินหน้าจัดทำงบประมาณปี 70 ขณะที่การเดินหน้าโครงการบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาว (ทิสา)นั้น เหลือเพียง 10% เท่านั้น ที่มีความเห็นแตกต่างกัน แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นหลักการที่ดี เพราะเป็นการส่งเสริมการออมระยะยาว และเป็นทางเลือกผู้ที่จะออม โดย 10% ที่เหลืออยู่นั้น จะต้องไปปรับหลักเกณฑ์ให้ได้รับการยอมรับสำหรับทุกฝ่าย