สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งญี่ปุ่นประกาศผลอย่างเป็นทางการ ของการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากที่สุด 315 ที่นั่ง จาก 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร


ตามด้วยแนวร่วมพรรคสายกลาง ซึ่งเป็นพันธมิตรฝ่ายค้าน ของอดีตนายกรัฐมนตรีโยชิฮิโกะ โนดะ ได้รับการเลือกตั้ง 49 ที่นั่ง และพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (เจไอพี) ได้รับการเลือกตั้ง 36 ที่นั่ง ส่วนพรรคซันเซโตะ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา 15 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นมากถึง 12 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า เมื่อปี 2567


ขณะที่จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิคิดเป็น 54.34% ในแบบแบ่งเขต และ 55.12% ในแบบสัดส่วน ซึ่งผู้ที่ออกมาลงคะแนนเลือกตั้งทั้งสองระบบเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเลือกตั้งเมื่อสองปีที่แล้ว


ทั้งนี้ ผลคะแนนที่ออกมาทำให้พรรคแอลดีพีและพรรคเจไอพีซึ่งเป็นพรรคร่วม ครองที่นั่งรวมกันมากถึง 351 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในสภา ที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถลงมติหักล้างการตัดสินใจของวุฒิสภา ซึ่งฝ่ายรัฐบาลยังคงเป็นเสียงข้างน้อย และยังมอบอำนาจให้ทาคาอิจิสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหมวดที่เกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่เธอเคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียง


แม้จะชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอย แต่ทาคาอิจิ ซึ่งเป็นผู้นำหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การจัดการกับปัญหาสินค้าราคาแพงและการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่ให้นักลงทุนกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ


นอกจากนี้ มีเรื่องของความสัมพันธ์กับจีนที่กำลังตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากทาคาอิจิเปรยว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากจีนใช้กำลังยึดไต้หวัน ซึ่งจีนได้ออกมาโต้ตอบอย่างรุนแรงด้วยมาตรการกดดันที่เน้นเศรษฐกิจเป็นหลัก และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนคำพูดดังกล่าว


อย่างไรก็ตาม ทาคาอิจิผลักดันให้ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งออกมาเตือนรัฐบาลโตเกียว ว่าการกระทำที่ “บุ่มบ่าม” จะได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาด.

เครดิตภาพ : AFP