ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพลศิษย์เก่าวิทยาการข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Data Science and Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา อดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เขียนวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2569 ที่ออกมา ผ่านทางเฟซบุ๊ก มิสเตอร์ จิม เนื้อหาระบุว่า

การเลือกตั้งครั้งนี้…ไม่ใช่แค่เรื่องแพ้หรือชนะแต่คือสัญญาณการเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองไทย ผลการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป หากมองเพียงตัวเลข อาจมีทั้งรอยยิ้ม น้ำตา และความผิดหวัง แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น นี่ไม่ใช่เพียงการตัดสินว่าใครได้ ส.ส.มากกว่ากัน หากแต่คือการเปลี่ยนรูปแบบของอำนาจทางการเมืองของประเทศ นี่คือการเลือกตั้งที่บอกเราอย่างชัดเจนว่าการเมืองไทยกำลังก้าวพ้นยุคที่ “กระแส” เพียงอย่างเดียวเป็นตัวชี้ชะตา และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่โครงสร้าง การจัดการพื้นที่ และความสามารถในการเข้าถึงประชาชนจริง กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด

“ภูมิใจไทย และพรรคประชาชน” ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่คือผลของการทำงานต่อเนื่อง ผลคะแนนของพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากมองด้วยสายตาของคนที่อยู่กับการเมืองในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ภูมิใจไทยสะสมพลังจากโครงข่ายท้องถิ่น การจัดการพื้นที่ และความสม่ำเสมอของการทำงานระดับพื้นที่ ขณะที่พรรคประชาชนสะท้อนพลังของเมืองใหญ่ คนรุ่นใหม่ และความหวังต่ออนาคต สองพรรคเติบโตจากคนละฐาน แต่สะท้อนบทเรียนเดียวกันอย่างชัดเจนว่า การเมืองวันนี้ ไม่ใช่เรื่องคำปราศรัยที่ไพเราะที่สุด แต่คือใคร “อยู่กับประชาชนจริง” มากที่สุด

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

“การผงาดของกล้าธรรม” ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง พรรคกล้าธรรมที่หลายคนอาจมองว่า “มาแรงเกินคาด” ในความเป็นจริง นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ กล้าธรรมเกิดขึ้นตรงรอยต่อของการเมืองไทย ระหว่างพรรคใหญ่ที่มีภาพเชิงอุดมการณ์ กับการเมืองพื้นที่ที่ประชาชนต้องการ “คนทำงานได้จริง” การเติบโตของพรรคนี้สะท้อนว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ต้องการความขัดแย้งทางความคิดที่ยืดเยื้อ แต่ต้องการความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการเข้าถึงที่จับต้องได้ นี่คือบทบาทของ “นักจัดการอำนาจในพื้นที่” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ หรือ DNA ที่การเมืองไทยไม่เคยขาดหายไป

โพลไม่ได้ผิด…แต่ประเทศซับซ้อนขึ้น คำถามที่ตามมาคือโพลพลาดหรือไม่ หน้าแตกหรือเปล่า ผมไม่ใช้คำนั้น เพราะโพลไม่ได้ผิด แต่เครื่องมือมีข้อจำกัด หลายโพลวัดได้เพียง “คนที่ตอบแบบสอบถาม” แต่ไม่อาจวัดได้ครบถ้วนถึง “คนที่ตัดสินใจในคูหาเลือกตั้ง” การเมืองไทยวันนี้เต็มไปด้วย เสียงลังเล ที่เปลี่ยนใจได้ตลอด, เสียงเงียบ ที่ไม่แสดงความเห็น, คนที่ตัดสินใจในนาทีสุดท้าย และประชาชนที่ไม่พูดความจริงกับใครเลย นี่คือเหตุผลที่บางพื้นที่โพลคลาดเคลื่อน ขณะที่ในกรุงเทพฯ ซึ่งโครงสร้างประชากรชัด และพฤติกรรมการแสดงความเห็นตรงไปตรงมา ผลจึงใกล้เคียงความจริงมากกว่า นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของนักวิจัย แต่คือความซับซ้อนของสังคมไทยยุคใหม่

“เพื่อไทย” ไม่ใช่ยุคตกต่ำ แต่คือช่วงเปลี่ยนผ่านที่หนักที่สุด ผลการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ไม่ควรถูกอ่านว่าเป็น “ความเสื่อมถอย” แต่ควรถูกอ่านว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ยากที่สุดของพรรค เพื่อไทยยังมีฐานเสียงขนาดใหญ่ แต่กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งคนรุ่นใหม่ที่คาดหวังมากกว่าเดิม, คู่แข่งที่จัดการเสียงในพื้นที่ได้ดีขึ้น และภาระความทรงจำทางการเมืองในอดีต ส่วนคำถามเรื่องตระกูลชินวัตร วันนี้อิทธิพลทางอารมณ์ยังคงมีอยู่ แต่ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดทางการเมืองเหมือนในอดีตอีกต่อไป การเมืองไทยกำลังเคลื่อนจาก “ชื่อ” ไปสู่ “ความสามารถ”

“สูตรตั้งรัฐบาล” เสถียรภาพ สำคัญกว่าคะแนนนิยม ผมมองว่าการเมืองหลังการเลือกตั้ง ไม่ใช่เวทีของการเอาชนะทางอุดมการณ์ แต่คือการออกแบบรัฐบาลที่ทำให้ประเทศไปต่อได้ สูตรรัฐบาลที่ยืนระยะได้ ไม่ใช่รัฐบาลที่เสียงเฮดังที่สุด แต่คือรัฐบาลที่บริหารได้จริง, ไม่ปะทะกันเอง และรักษาเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว ในบริบทเช่นนี้ การจับมือกันของพรรคที่มีจุดยืนแตกต่าง ไม่ใช่เรื่องแปลก หากเป้าหมายคือ “ไม่ปล่อยให้ประเทศติดหล่ม”

กล่าวโดยสรุป การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้บอกเราเพียงว่าใครแพ้หรือใครชนะ แต่บอกเราว่าการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนโครงสร้าง จากกระแส ไปสู่การจัดการ จากคำพูด ไปสู่การทำงาน จากอารมณ์ ไปสู่ความสามารถ และนี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด ทั้งต่อการเมืองปัจจุบัน และอนาคตของประเทศ