นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า รัฐบาลใหม่ควรใช้นโยบายตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจใหม่ เช่น โครงการบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น หรือ TISA เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัวและลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม

ทั้งนี้ ส่วนตัวอยากเสนอปรับเงื่อนไข TISA ดังนี้

1.วงเงินลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี 500,000 บาทต่อปี จากเงื่อนไขเดิมของร่าง TISA คือนับรวมกับเงินลงทุนเพื่อการเกษียณอายุที่มีอยู่เดิม รวมเป็น 800,000 บาทต่อปี

2.ในช่วง 2 ปีแรก เพิ่มวงเงินพิเศษให้อีกปีละ 300,000 บาท

3.ให้ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG จากเดิมให้สิทธิลดหย่อน 0.7-1.3 เท่า

4.ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้น หรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG

5.ระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม สามารถสลับเปลี่ยนหุ้น หรือกองทุนได้ แต่ห้ามเอาเงินออก

อย่างไรก็ตาม TISA ต้องออกแบบให้สร้างแรงจูงใจและมีประสิทธิภาพ

  • ต้องเข้าใจง่าย ไม่มีเงื่อนไขมากจนเป็นข้อจำกัด
  • ควรแยกเป็นวงเงินเฉพาะ ไม่นับรวมอยู่กับวงเงินเดิม เพื่อการเกษียณอายุ เช่น RMF , PVD
  • วงเงินต้องสูง พอที่จะสร้างแรงจูงใจในการลงทุน
  • ควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นในระยะเริ่มต้น