ไทยเผชิญ 3 วิกฤติโลกพร้อมกัน
เสียงเตือนจากภาควิชาการเอกชนเริ่มชัดขึ้นว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่วาระรอง และไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่คือ โจทย์เศรษฐกิจ และความมั่นคงระดับชาติที่รัฐบาลใหม่ต้องตัดสินใจทันที เริ่มจาก “ดร.วิจารย์ สิมาฉายา” ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชี้ว่า รัฐบาลไทยกำลัง เผชิญ 3 วิกฤติโลกพร้อมกัน–การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ สอดคล้องกับการประเมินของ World Economic Forum ที่นักธุรกิจทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับ “ภัยพิบัติสุดขั้วอย่างน้ำท่วม” ว่า เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุด ต่อมนุษยชาติ

สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐบาลจำเป็น ต้องจัดการปัญหาเดิมที่ “ค้างคา” ให้สำเร็จ โดยเฉพาะ “วิกฤติ PM 2.5” ที่ต้องเน้นหนักใน พื้นที่กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือตอนบน ผ่านการสร้างระบบบูรณาการที่แก้ปัญหาถึงต้นตออย่างเรื่องที่ดินทำกินภายใต้การดูแลของ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้โดยไม่เกิดการเผา ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวยังติดหล่มความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐที่ยังไม่ยอมรับสถานะพื้นที่เกษตรในเขตป่า ทำให้โครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบน้ำไม่สามารถเข้าถึงได้ ส่งผลให้เกษตรกรยังคงใช้วิธีการเผาแบบเดิม

จี้ลุยต่อเรื่องค้างคาใช้มาตรการเด็ดขาด
รัฐบาลใหม่จึงต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาดควบคู่ไปกับการเร่งรัด พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมระบุตัวตนผู้กระทำผิดและตัดสิทธิเงินชดเชยจากภาครัฐหากพบการเผาในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ
ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุต่อว่า ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน รัฐบาลควรสานต่อและขยายผลนโยบายบีซีจี เพื่อเปลี่ยนผ่าน เกษตรกรรมดั้งเดิมสู่ สมาร์ตฟาร์ม ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยลดการใช้ทรัพยากรแต่เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ขณะที่ในมิติของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือเซอร์คูลาร์ อีโคโนมี รัฐบาลต้องจัดการกับวิกฤติขยะที่มีปริมาณมหาศาลกว่า 27-28 ล้านตันต่อปี
โดยต้องสร้างระบบแยกขยะ “ไม่เทรวม” ให้เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศ เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกที่รั่วไหลลงสู่ทะเลซึ่งไทยติดอันดับโลก และเพื่อเตรียมรับมือกับมาตรการทางการค้าสากลที่จะตรวจสอบสินค้าที่ส่งออกที่มีสัดส่วนในการเพิ่มพลาสติกรีไซเคิล
จัดการน้ำท่วม–แล้งวิกฤติที่รอไม่ได้
นอกจากนี้ประเด็นเรื่อง “การจัดการน้ำ” ถือเป็นวิกฤติที่รอไม่ได้ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ที่เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วมและน้ำทะเลหนุนสูงติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก รัฐบาลต้องเร่งวางแผนระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมก่อนจะเกิดความเสียหายที่แก้ไขไม่ทัน เช่นเดียวกับโมเดลของเนเธอร์แลนด์ ที่สามารถอยู่ร่วม กับน้ำได้อย่างยั่งยืน ในด้านพลังงาน รัฐบาลมีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมผ่านพลังงานสะอาด เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดย ต้องปรับปรุงกระบวนการขออนุญาตติดตั้ง Solar Rooftop ให้ง่ายและเสรีมากขึ้น
สร้างโรงไฟฟ้าชุมชนลดฝุ่นพิษ
รวมถึงการสร้างระบบโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหรือไบโอแมสให้เป็นพลังงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเผาที่ก่อให้เกิด PM 2.5 ไปในตัว ส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง CCS หรือการกักเก็บคาร์บอนควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาคเอกชนที่มีความพร้อมในการลงทุนระยะยาว
ขณะที่บทบาทของภาครัฐควรมุ่งเน้นไป ที่การเป็นผู้กำกับดูแลและตรวจสอบ มากกว่าการลงมือทำเอง โดยเฉพาะการจัดการขยะที่ควร เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมือนในประเทศญี่ปุ่น และมาเลเซีย เพื่อขจัดปัญหาคอร์รัปชันและ ผลประโยชน์ทางการเมืองที่ฝังรากลึกในวงจรขยะมานาน

น้ำเสีย–ขยะล้นเมืองท่องเที่ยว
อีกภารกิจเร่งด่วนที่ส่งผลต่อรายได้หลักของประเทศคือ การจัดการสิ่งแวดล้อมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น จังหวัดกระบี่ ที่ปัจจุบันประสบปัญหาน้ำเสียไหลลงหาดทรายและปัญหาขยะล้นเมือง รัฐบาลต้องสร้างระบบบำบัดน้ำเสียและจัดการมลพิษที่มีประสิทธิภาพในแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ทันที เพราะหากทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม สินค้าทางการ ท่องเที่ยวของไทยจะไร้คุณภาพและสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แม้ไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลก แต่กลับ เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดประเทศหนึ่ง รัฐบาลใหม่จึงต้องเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับเป็น การปรับตัวเพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
ขณะที่มุมมองนักวิชาการ “รศ.ดร.ดลเดช ตั้งตระการพงษ์” อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้มุมมอง รัฐบาลใหม่จะพาประเทศ ไทยเดินหน้าเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจังได้อย่างไร ? ว่า นี่ไม่ใช่เพียงวาระเชิงสิ่งแวดล้อม แต่คือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องเริ่มลงมือ ทันที หากประเทศไทยต้องการก้าวให้ทัน เป้าหมายโลก

เปิดข้อเอสดีจีที่ไทยยังสอบตก
รศ.ดร.ดลเดช อธิบายว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG ทั้ง 17 ข้อ กำลังเข้าสู่ช่วงก่อนปี 2030 แต่จากการประเมินของ UNDP ล่าสุด ไทยยัง “สอบตก” ใน 2 เป้าหมายหลัก ได้แก่ SDG 2 ด้านความมั่นคงทางอาหาร และ SDG 13 ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยงในอนาคตของประเทศ “ในเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก ประเทศไทยเรามีแต่พูด แต่ไม่ทำ”
ปัญหาหลักไม่ใช่การขาดความรู้หรือแนวคิด แต่คือช่องว่างระหว่าง “นโยบาย” กับ “การลงมือทำจริง” แม้ประเทศไทยจะพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมีหน่วยงานที่ทำงานในด้านนี้โดยตรง แต่ผลลัพธ์กลับยังไม่ปรากฏชัดในชีวิตประจำวันของประชาชน “สิ่งที่ขาดจริง ๆ คือเรื่องกฎหมาย สภาพบังคับใช้ อันนี้เราขาดอย่างจริงจังเลย”
เห็นแต่พูดแต่ยังไม่ทำจริงจัง
รศ.ดร.ดลเดช ย้ำว่า ทุกพรรคการเมืองล้วนพูดถึงความยั่งยืน แต่โจทย์หลักคือการทำให้นโยบายกลายเป็นกติกาที่เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ “นโยบายอาจจะมี ผมเห็นทุกพรรค การเมืองพูดเรื่องนี้ แต่ทำยังไงให้มันเริ่มเป็นข้อปฏิบัติ และต้องมีกฎหมายหรือข้อบังคับใช้ให้คนปฏิบัติตาม”
ในมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยยังคงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยรอรับมือเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วจึงค่อยเยียวยา ทั้งที่ความสูญเสียจากน้ำท่วมและภัยแล้งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและประเมินค่าไม่ได้ “จะมารอแก้เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ หรือแล้งจัด แล้วค่อยมาแก้ มันแก้ไม่ได้ครับ สิ่งที่จะแก้ได้คือเราต้องแก้ที่ต้นเหตุคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

วิกฤติเกิดซ้ำซากไม่แก้ต้นทาง
รศ.ดร.ดลเดช เตือนว่า หากยังไม่เริ่มแก้ที่ต้นทาง ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นและประเมินค่าไม่ได้ “น้ำท่วมก็จะท่วม แล้งก็จะแล้งจัด… รัฐบาลต้องเตรียมเงินเท่าไร ความสูญเสียมากน้อยแค่ไหนที่มันจะเกิดขึ้น ซึ่งเราประเมินค่าไม่ได้”
เมื่อมองลึกลงไปยังโครงสร้างพลังงานของประเทศ รศ.ดร.ดลเดช ชี้ว่า ในการผลิตไฟฟ้า ไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาถึง 70% ขณะที่ภาคขนส่งแม้คนจะเริ่มหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่หากไฟฟ้ายังมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การปล่อยคาร์บอนก็ยังคงเกิดขึ้นต่อไป “ใช้รถไฟฟ้า แต่ไฟฟ้าเรายังใช้แก๊สธรรมชาติอยู่… มันก็ยังปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ดี”
ถ้ายังใช้แต่พลังงานถูกมลพิษก็ยังพุ่ง
ทางออกจึงต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างพลังงาน ด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม โซลาร์เซลล์ พลังงานขยะ พลังน้ำ และชีวมวล แม้ในระยะแรกต้นทุนอาจดูสูง แต่นี่ถือเป็นการลงทุนที่จำเป็นอย่างยิ่งในระยะยาว
“ถ้าประเทศไทยยังเลือกใช้พลังงานราคาถูกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เราก็ยังคงเป็นผู้ปล่อยมลพิษต่อไป”

วิชาการความรู้เพียบแต่ไม่มีใครนำไปใช้
ในด้านองค์ความรู้ รศ.ดร.ดลเดช ยืนยันว่า ภาคการศึกษามีข้อมูล งานวิจัย และเครือข่ายความร่วมมือพร้อมแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ใช่ความรู้ใหม่ แต่คือการที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นนโยบายระดับชาติ
ท้ายที่สุด รศ.ดร.ดลเดช ฝากถึงรัฐบาลใหม่อย่างตรงไปตรงมาว่า ความยั่งยืนไม่ควรเป็นเพียงวาทกรรมทางนโยบาย แต่ต้องกลายเป็นกฎหมายและการปฏิบัติที่บังคับใช้จริง “สำหรับรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ต้องเริ่มทำเร่งด่วนคือ ออกมาตรการ ออกกฎหมาย ออกวิธีการในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับทุกภาคส่วน”.



