เมื่อวันที่ 12 ก.พ. นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โพสต์ว่า “บันทึกจากนายกสมาคมทนายความฯ”
ความวุ่นวายสับสนและความบกพร่องผิดพลาดของการเลือก สว. ที่เกิดจากการฮั้ว และการจัดการเลือกตั้ง สส. ที่มีปัญหาทั้งการควบคุมดูแลการเลือกตั้งและการนับคะแนนเพื่อประกาศผลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นความรับผิดชอบของ กกต. ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 บัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจหน้าที่ของ กกต.
การที่ กกต. เห็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการนับคะแนนเพื่อประกาศผลการเลือกตั้ง กกต. มีอำนาจที่จะสั่งให้มีการแก้ไขด้วยการนับคะแนนใหม่ โดยไม่ต้องให้ผู้ใดร้องขอ อันเป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ตาม มาตรา 224 (3) การที่กกต. มิได้สั่งให้มีการแก้ไขโดยพลันหรือโดยทันที ทั้งที่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดแจ้งและการนับคะแนนเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของ กกต. ถือเป็นการไม่เป็นการปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ มิได้ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเต็มใจ ด้วยความรวดเร็ว และมิได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม

ทั้งนี้เนื่องจากความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม (justice delay is justice deny) อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2561 ข้อ 13, 21, และ 23 อันถือว่ามีลักษณะร้ายแรง เพราะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ผลงานของ กกต. ชุดนี้ ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชนเป็นการได้มาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่โฆษณาว่าเป็นฉบับปราบโกง แต่ผู้ดำรงตำแหน่งขององค์กรที่ได้มาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลับเต็มไปด้วยข้อครหาของการโกง ตั้งแต่ สว. ที่ได้มาจากการฮั้ว ตามมาด้วย ป.ป.ช. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ประชาชนจำนวนมากเห็นว่ามีคุณสมบัติด้อยกว่าผู้ที่ถูก สว. ลงมติไม่เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง
แต่ประชาชนก็ไม่สามารถตรวจสอบหรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งที่สร้างความเสียหายได้ อันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การแก้ไขทำได้ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน กำหนดหน้าที่และอำนาจรวมทั้งที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ประชาชนสามารถเป็นได้ รวมทั้งมีอำนาจที่จะตรวจสอบและถอดถอน อันเป็นหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ผู้แต่งตั้งย่อมมีอำนาจถอดถอนตัวแทนของตนได้
อย่างไรก็ตาม แม้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสียงส่วนใหญ่จำนวนประมาณร้อยละ 65 จะออกเสียงประชามติเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก็มิได้เป็นหลักประกันว่าประชาชนจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจ สว. ส่วนใหญ่ที่มาจากการฮั้ว ใหญ่กว่าเจตนารมณ์ของประชาชน หาก สว. จำนวนหนึ่งในสาม หรือไม่น้อยกว่า 67 คน ไม่เคารพผลการประชามติ โดยไม่ลงมติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การแก้ไขโดยจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีเสียงของสว. ลงมติเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม
ประชาชนจึงควรร่วมกันเรียกร้องให้ สว. โดยเฉพาะ สว. เคารพเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลของการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69



