หลายคนอาจเคยรู้สึกใจสั่นแปลก ๆ หัวใจเต้นสะดุด หรือเหนื่อยง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมักคิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก แต่รู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Heart Arrhythmia) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่หากปล่อยทิ้งไว้อาจอันตรายถึงชีวิต การทำความเข้าใจภาวะนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม


หัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คือความผิดปกติของการเกิดสัญญาณไฟฟ้า หรือการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะตามธรรมชาติ อาจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ


ประเภทของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

หัวใจเต้นผิดจังหวะ แบ่งตามอัตราการเต้นได้ 3 ประเภท ได้แก่

  • หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเร็ว (Tachycardia) คือมีอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพักมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดช้า (Bradycardia) คือมีอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพักน้อยกว่า 50 ครั้งต่อนาที
  • หัวใจเต้นแทรกระหว่างจังหวะปกติ เช่น หัวใจห้องล่างเต้นก่อนกำหนด (Premature Atrial Contraction : PAC) หรือ หัวใจห้องบนเต้นก่อนกำหนด (Premature Ventricular Contraction : PVC)


สังเกตอาการเตือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ

อาการเตือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ

อาการที่ควรสังเกตมีดังนี้

  • ใจสั่น รู้สึกหัวใจเต้นแรง เต้นเร็ว หรือเต้นไม่เป็นจังหวะ
  • เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก แม้จะไม่ได้ออกแรงหนัก
  • หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือรู้สึกหวิว ๆ คล้ายจะเป็นลม
  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอก
  • วูบ หรือเป็นลมหมดสติ


หัวใจเต้นผิดจังหวะ อันตรายแค่ไหน

หากหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงและไม่ได้รับการรักษา อัตราการบีบตัวของหัวใจลดลง เลือดไหลไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดสมองอุดตันและในกรณีร้ายแรงสุดคือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งอาจเสียชีวิตภายในไม่กี่นาที


สาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  • ปัจจัยภายนอกหัวใจ เช่น ความเครียด การพักผ่อนน้อย การดื่มชา กาแฟ หรือแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ยาบางชนิด หรือโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือโรคปอด
  • ความผิดปกติที่หัวใจโดยตรง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม โรคลิ้นหัวใจ หรือความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจตั้งแต่กำเนิด


ตรวจวินิจฉัยอย่างไร เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การตรวจวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย
  • การตรวจเลือด เพื่อดูค่าเกลือแร่ หรือฮอร์โมนไทรอยด์
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ( EKG) เพื่อดูความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจเบื้องต้น
  • การตรวจด้วยเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา (Holter Monitor) ผู้ป่วยจะติดเครื่องนี้กลับบ้าน 24-48 ชั่วโมง เพื่อบันทึกการเต้นของหัวใจตลอดเวลา
  • การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) เพื่อดูการตอบสนองหัวใจในขณะออกกำลังกาย
  • การตรวจสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (EPS) โดยใช้สายสวนเข้าไปในหัวใจเพื่อหาจุดที่ผิดปกติของหัวใจในเเต่ละตำแหน่ง


วิธีรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  • การปรับพฤติกรรม เช่น ลดชา กาแฟ แอลกอฮอล์ และความเครียด
  • การใช้ยา เพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ หรือยาละลายลิ่มเลือดเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
  • การฝังอุปกรณ์การแพทย์ เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker) สำหรับผู้ป่วยที่หัวใจเต้นช้า หรือเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AICD) สำหรับผู้ป่วยที่เสี่ยงหัวใจหยุดเต้น
  • การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Radio Frequency Ablation) โดยใช้สายสวนขนาดเล็กสอดเข้าไปตามหลอดเลือดที่ขาหนีบไปยังหัวใจ เมื่อพบตำแหน่งที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าผิดปกติ แพทย์จะปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูงเพื่อจี้ทำลายจุดนั้น


ในปัจจุบัน สถานพยาบาลหลายแห่งได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจี้ไฟฟ้าหัวใจ เพื่อให้สามารถระบุตำแหน่งความผิดปกติของสัญญาณไฟฟ้าได้ชัดเจนมากขึ้น และลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เป็นหนึ่งในสถานพยาบาลที่ให้การดูแลและรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยเทคโนโลยีการจี้ด้วยคลื่นวิทยุไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้

  • เทคโนโลยี 3D System ที่ช่วยสร้างภาพ 3 มิติแบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์หาตำแหน่งที่ผิดปกติได้แม่นยำ แม้ในจุดที่ซับซ้อน
  • การตรวจวินิจฉัยทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology Study) เป็นการตรวจประเมินสัญญาณไฟฟ้าหัวใจและทางเดินไฟฟ้าหัวใจ เพื่อหาสาเหตุและตำแหน่งความผิดปกติ พร้อมสามารถทำการจี้ด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงได้ทันที ผลลัพธ์จะแสดงเป็นกราฟ 2 มิติ ทำให้สามารถรักษาได้ทันทีหลังการตรวจวินิจฉัย


การรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจมีอัตราความสำเร็จสูง และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำน้อย ที่สำคัญคือผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต


รู้ทันสัญญาณเตือน ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นภัยเงียบที่น่ากลัว เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจล้มเหลวได้ อย่าละเลยอาการใจสั่น วูบ หรือเหนื่อยง่าย การตรวจพบแต่เนิ่น ๆ และรับการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับยา หรือการรักษาให้หายขาดด้วยเทคโนโลยีอย่างการจี้ไฟฟ้าหัวใจ จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติและปลอดภัย โดยสามารถเข้ารับคำปรึกษาและการดูแลจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้ารโรคหัวใจ ได้ที่ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 02-734-0000