นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีปัญหาราคาหอมใหญ่ตกต่ำเหลือเพียง กก.ละ 6 บาทว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์หอมหัวใหญ่ภายในประเทศอย่างใกล้ชิด หลังพบว่าระดับราคาในตลาดมีแนวโน้มอ่อนตัวแม้จะอยู่ในช่วงต้นฤดูกาลผลผลิตของเกษตรกรก็ตาม โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมเพิ่มความเข้มงวดการกำกับดูแลการค้าและการขนย้ายสินค้าเกษตร และสนธิกำลังกรมศุลกากรและหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบเข้มการขนย้าย เพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าหรือสวมสิทธิ์หอมหัวใหญ่ไทย
ทั้งนี้ กรมได้ออกประกาศให้ผู้ประกอบการที่ขนย้ายหอมหัวใหญ่ระหว่างจังหวัด ใน 52 จังหวัด ตามประกาศ กกร. จะต้องขออนุญาตการขนย้ายตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมแจ้งรายละเอียดปริมาณ แหล่งที่มา และสถานที่ปลายทางอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ หากพบการขนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ขนย้ายไม่ตรงตามปริมาณ หรือสถานที่ปลายทางที่แจ้งไว้ หรือมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าเป็นสินค้าลักลอบนำเข้า หรือสวมสิทธิ์แหล่งที่มา กรมฯจะดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณีลักลอบ ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีไม่แจ้งข้อมูลตามข้อกำหนดของกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท
“จากการติดตามข้อมูลพบว่า ปริมาณหอมหัวใหญ่ที่หมุนเวียนในตลาดช่วงนี้มีมาจากหลายแหล่งที่มา ขณะที่สินค้าบางส่วนมีต้นทุนระดับต่ำ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านราคา กรมฯ จึงใช้มาตรการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (กกร.) กำกับดูแลการขนย้ายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะหอมหัวใหญ่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้ติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าได้ชัดเจนว่า สินค้าถูกส่งไปจัดเก็บหรือจำหน่าย ณ สถานที่ใด ปริมาณเท่าใด และเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่”
นอกจากนี้ กรมฯ ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมศุลกากร หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบตามด่านชายแดน ท่าเรือ และเส้นทางลำเลียงสินค้าเกษตรสำคัญ รวมถึงลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเย็นและแหล่งกระจายสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อติดตามปริมาณสต๊อกและพฤติกรรมทางการค้าอย่างใกล้ชิด
นางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 กรมศุลกากร กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ด่านศุลกากรช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี เพื่อเน้นย้ำมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ให้มั่นใจว่าสินค้าทั้งหมดเป็นการนำเข้าจาก สปป.ลาว และไม่มีการนำสินค้าจากประเทศที่สามเข้ามาสวมสิทธิ์ ซึ่งได้ร่วมตรวจสอบเอกสารใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ควบคู่ไปกับการตรวจสภาพสินค้าจริง ณ หน้าด่านฯ อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาผลิตผลของพี่น้องเกษตรกรในประเทศ
“การกำกับดูแลการขนย้ายมันสำปะหลังจากต่างประเทศต้องทำอย่างเคร่งครัด โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการขอใบอนุญาตขนย้ายสินค้าในระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์การนำเข้าและราคาสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง”



