หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศทั่วโลกเริ่มจับตาสัญญาณการกลับมาของ ‘เอลนีโญ’ ในมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างใกล้ชิด เพราะหากเกิดขึ้นจริง อุณหภูมิโลกในปี 2027 อาจพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้มที่จะร้อนกว่าสามปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันเป็นสามปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกมา

สัญญาณเอลนีโญเริ่มปรากฏ

The Guardian สหราชอาณาจักร รายงานว่า สำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) และสำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย เผยว่าแบบจำลองสภาพอากาศหลายชุดเริ่มเห็นโอกาสการเกิดเอลนีโญในช่วงปลายปีนี้ แม้จะยังย้ำว่าการคาดการณ์ล่วงหน้าในระยะยาวมีความไม่แน่นอนอยู่มาก

นักวิทยาศาสตร์เริ่มเห็นสัญญาณจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักร ENSO ระบบภูมิอากาศสำคัญที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์อากาศสุดขั้วทั่วโลก เมื่อเอลนีโญเกิดขึ้น น้ำทะเลอุ่นจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกใกล้ชายฝั่งทวีปอเมริกา ส่งผลให้อุณหภูมิโลกโดยรวมสูงขึ้น และทำให้บางพื้นที่เผชิญความร้อนและความแห้งแล้งมากขึ้น

จากลานีญาสู่จุดเปลี่ยน ENSO

‘ดร.แอนดรูว์ วัตคินส์’ นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโมนาช อธิบายว่า ขณะนี้มีน้ำอุ่นสะสมจำนวนมากในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนฝั่งตะวันตก หากกระแสลมการค้าอ่อนกำลัง น้ำอุ่นจะไหลกลับไปทางตะวันออก ซึ่งเป็นกลไกของการเกิดเอลนีโญ แบบจำลองจำนวนมากคาดว่ากระบวนการนี้อาจเริ่มเกิดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม ดร.วัตคินส์ย้ำว่า ปัจจัยตั้งต้นมีอยู่แล้ว แต่ยังเร็วเกินไปที่จะยืนยันว่าเอลนีโญจะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะลานีญาที่ทำให้น้ำอุ่นอยู่ใกล้ออสเตรเลียกำลังสิ้นสุดลง และการคาดการณ์หลังจากนี้ยังทำได้ยาก ลานีญาในปัจจุบันซึ่งทำให้น้ำอุ่นอยู่ใกล้ออสเตรเลียกำลังจะสิ้นสุดลง และการคาดการณ์หลังจากนี้ยังทำได้ยาก โอกาสที่เอลนีโญจะเกิดขึ้นหรือ ENSO จะอยู่ในภาวะเป็นกลางช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมอยู่ที่ประมาณ 50% หรือ หรือ ‘พอๆ กับการโยนเหรียญ’

ปี 2027 อาจทุบสถิติร้อนสุด

‘ดร.ซีค เฮาส์ฟาเธอร์’ จาก Berkeley Earth ชี้ว่า เอลนีโญที่เกิดในกลางปี 2023 ยาวไปจนถึงเมษายน 2024 มีส่วนทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นราว 0.12 องศาเซลเซียส หากเอลนีโญเกิดอีกครั้งในปลายปีนี้ คาดว่าผลกระทบจะไปพีคช่วงพฤศจิกายนของปีนี้ ยาวไปจนถึงมกราคมในปีถัดไป และจะปรากฏชัดที่สุดในอุณหภูมิโลกปี 2027

ดร.เฮาส์ฟาเธอร์จึงประเมินว่า หากเอลนีโญระดับปานกลางถึงรุนแรงเกิดขึ้นจริง ปี 2027 มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนก็เห็นตรงกันว่ามีโอกาสไม่น้อยที่จะทุบสถิติเดิม

 ต่อให้ไม่มีเอลนีโญ โลกก็ยังร้อนจัด

แม้เอลนีโญจะช่วยดันอุณหภูมิให้สูงขึ้น แต่สาเหตุหลักที่ทำให้โลกอุ่นขึ้นจริงๆ คือภาวะโลกร้อน ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังเพิ่มต่อเนื่องทุกปี จนอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

นักวิทยาศาสตร์จึงมองว่า ต่อให้ไม่มีเอลนีโญรุนแรง โลกก็ยังมีโอกาสทำสถิติร้อนเพิ่มขึ้นได้ทุกปี และปีที่ร้อนที่สุดก็อาจเกิดขึ้นซ้ำๆ หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ลดลงอย่างจริงจัง