ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีระบุความรุนแรงของ ฝุ่น PM 2.5 มีอันตรายต่อเด็กเพราะสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย และทำลายระบบต่าง ๆ ได้ ปกติแล้วเด็กจะมีอัตราการหายใจถี่กว่าผู้ใหญ่ จะสูดอากาศที่มีมลพิษเข้าไปมากกว่าผู้ใหญ่ ยิ่งเด็กอายุน้อยเท่าไร อัตราการหายใจเข้าต่อนาทีก็ยิ่งถี่มากขึ้นเท่านั้น เด็กจึงมีความเปราะบางต่อผลกระทบต่าง ๆ มากกว่าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เมื่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ผ่านเข้าไปในสมองของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา ฝุ่นละอองเหล่านี้จะทำลายเซลล์สมอง ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งสามารถส่งผลต่อการเรียนรู้ ความเป็นอยู่ และความสามารถในการประกอบอาชีพในระยะยาวด้วย คำแนะนำช่วงมีฝุ่นไม่ควรพาเด็กออกนอกบ้านและควรให้เด็กดื่มน้ำวันละ 5-8 แก้วต่อวัน

“สังเกตเห็นว่าช่วงฤดูฝุ่นจะมีเด็กป่วยเพิ่มขึ้น 10-15 เปอร์เซ็นต์จากนักเรียนทั้งหมด 100 คนจนต้องหยุดเรียน บางคนต้องหยุดเป็นสัปดาห์ สำหรับเด็กเล็กไม่เพียงแต่กระทบต่อพัฒนาการการเรียนรู้ แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจที่ต้องมาเริ่มปรับตัวกับการห่างจากผู้ปกครองใหม่ซ้ำๆ ครูจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อฟื้นฟูทั้งความรู้และสภาพจิตใจเด็ก” เขมจิรา ไชยเสน รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาล เทศบาลต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ บอกถึงผลกระทบของฝุ่นที่มีต่อเด็กเล็ก ระหว่างที่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมคณะผู้บริหาร สปสช. ส่วนกลางและ สปสช. 13 เขต ลงพื้นที่โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เยี่ยมชมโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับเด็กเล็ก : ปกป้องเด็กปฐมวัยจาก PM 2.5” เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา

ปัญหานี้ทำให้เทศบาลต.แม่แฝกเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข มีนโยบายต้องการดูแลสุขอนามัยเด็กในเชิงรุก จึงได้มีการอนุมัติงบประมาณติดตั้งเครื่องฟอกอากาศครอบคลุมทั้ง 5 ห้องเรียน พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกิจวัตรประจำวัน หากวันใดค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานในระดับสีส้มหรือสีแดง ครูจะปรับกิจกรรมจากกลางแจ้งเข้ามาอยู่ภายในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน เพื่อลดการสัมผัสฝุ่นให้ได้มากที่สุด
เขมจิรา ไชยเสน รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาล เทศบาลต.แม่แฝก กล่าวว่า เมื่อมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานจะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ เพื่อให้เตรียมการป้องกันให้เด็กใส่หน้ากากอนามัยระหว่างเดินทางมาโรงเรียน โรงเรียนงดให้เด็กทำกิจกรรมกลางแจ้ง นอกจากการป้องกันทางกายภาพแล้ว กระบวนการสร้าง “จิตสำนึก” เป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักที่คุณครูพยายามปลูกฝัง ผ่านการใช้นิทาน การระบายสี และการสอนให้เด็ก ๆ รู้จักสังเกตเครื่องวัดค่าอากาศหน้าโรงเรียน เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าสีแดงคืออันตรายและต้องสวมหน้ากากอนามัย ขณะเดียวกันก็มีการสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์เพื่อแจ้งเตือนผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง

“แม้ในพื้นที่ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่ยังมีค่านิยมการเผาอยู่ถึง 80% และผู้ปกครองบางส่วนอาจยังเพิกเฉยต่อปัญหา แต่ทางโรงเรียนเชื่อมั่นว่าการบ่มเพาะความเข้าใจตั้งแต่วัยเยาว์จะช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สร้างมลพิษ และรู้วิธีปกป้องตนเองจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน” รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาล เทศบาลต.แม่แฝก บอกถึงความพยายามที่จะสร้างความตระหนักรู้ให้คนในชุมชน

ดร.ธีรพล นิติจอมเล็ก นายกเทศมนตรีตำบลแม่แฝก กล่าวว่า พื้นที่ตำบลแม่แฝกประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง (ม.ค.-พ.ค.) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กปฐมวัยที่มีระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่ในการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด การเจ็บป่วยซ้ำซ้อน ส่งผลต่อการมาเรียนและพัฒนาการโดยรวม จำเป็นต้องดำเนินการป้องกันเชิงรุก โดยใช้งบประมาณจาก กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลแม่แฝก จึงสนับสนุนให้โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลแม่แฝก จัดทำโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับเด็กเล็ก : ปกป้องเด็กปฐมวัยจาก PM 2.5”

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า หน่วยงานท้องถิ่นสามารถตั้งงบประมาณเพื่อป้องกันสุขภาพของคนในชุมชน โดย สปสช. จัดสรรงบประมาณเข้าไปสมทบ ที่เรียกว่ากองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น (กปท.) สำหรับพื้นที่ ต.แม่แฝกเจอปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทุกปี และกลุ่มเด็กเล็กได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ประเทศเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อย ดังนั้นจึงต้องปกป้องให้เด็กเติบโตมาอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

“พื้นที่ ต.แม่แฝกริเริ่มที่จะเอางบประมาณ กปท. ไปทำเป็นห้องเรียนปลอดฝุ่นด้วยวิธีการที่ไม่สลับซับซ้อน จะเห็น 2 แบบ แบบ 1 คือเราเห็นวิธีการจัดการปัญหาโดยการใช้งบประมาณที่มีทำให้เกิด แบบ 2 คือเขาใช้ความร่วมมือของคนในพื้นที่ การจะทำห้องปลอดฝุ่นโรงเรียนได้ไปติดต่อกับสถาบันการศึกษาในเชียงใหม่มาช่วยกันออกแบบ ทำให้เห็นว่างบ กปท. นำไปทำได้หลากหลายมากโดยเอาปัญหาในพื้นที่เป็นตัวตั้ง” รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าว

ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นเกิดจากการริเริ่มของ สสส. และความร่วมมือจากภาคีหลายหน่วยงาน และ สปสช. เป็นหนึ่งในเครือข่ายโดยจับมือกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีเป้าหมายร่วมกันที่จะทำให้ห้องเรียนปลอดฝุ่น ตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีน่าจะเกิดห้องเรียนปลอดฝุ่นประมาณ 8,000 แห่ง สำหรับพื้นที่เทศบาล ต.แม่แฝก เป็นโมเดลให้พื้นที่อื่นได้ จะเห็นว่าใช้งบประมาณไม่มาก ซึ่งราคาเครื่องฟอกอากาศของที่นี่ซื้อได้ในราคาไม่ถึง 5,000 บาท

โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น ถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว ประเด็นหนึ่งที่น่ากังวลคือเรื่องค่าไฟ ที่อาจเพิ่มขึ้นจากการที่เด็กอยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน ในอนาคตโรงเรียนเทศบาล ต.แม่แฝกวางแผนจะติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดค่าไฟต่อไป



