นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนงานใน5 ปี (69-73) จะใช้เงินลงทุนประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท สำหรับเปิดสาขาใหม่ในเครือให้ครบ 3,000 สาขา ในปี73 พร้อมกับปรับปรุงสาขาเดิม หรือเฉลี่ยใช้เงินปีละ 6,000-8,000 ล้านบาท จากปัจจุบันบิ๊กซีในไทย ณ ธ.ค. 68 มีสาขารวม 1,696 สาขา ประกอบด้วย ไฮเปอร์มาร์เก็ตจำนวน 153 สาขา มาร์เก็ต 36 สาขา ฟู๊ดเพลส 17 สาขา บิ๊กซี มินิ 1,490 สาขา

ทั้งนี้ เบื้องต้นปีนี้ขยายบิ๊กซี มินิ ราว 200 สาขา และรีโนเวทสาขาขนาดเล็ก – ใหญ่รวมกว่า 300 แห่ง สาขาใหญ่ 2 แห่ง โดยปรับปรุงสาขาเดิม อาทิ บิ๊กซี เชียงราย และ บิ๊กซี อุดรธานี เปิดไตรมาส 2 ปีนี้, บิ๊กซี พัทยา 2 และบิ๊กซี ดอนเมือง เปิดไตรมาส 3 ปีนี้ พร้อมปรับปรุงศูนย์อาหารดึงร้านดังและร้านมิชลินเข้ามา
นอกจากนี้ ได้เปิดตัวโอเดลใหม่ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ภายใต้ชื่อ เดอะ คัลเลอร์ (The Color) เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์เต็มรูปแบบ เน้นให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้ชีวิตไม่ใช่แค่มาซื้อสินค้าเหมือนในไฮเปอร์มาร์เก็ต โดยเปิดสาขาแรกที่แจ้งวัฒนะจากเงินลงทุน 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งต่างจากการเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ใช้เงินลงทุนสาขาละประมาณ 300-400 ล้านบาท

สำหรับ เดอะ คัลเลอร์ จะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงไตรมาส 1 ปี 70 โดยออกแบบให้เป็นพื้นที่ใช้ชีวิตครบวงจรของคนเมือง ทั้งช้อปปิ้ง กิน ดื่ม ทำงาน พักผ่อน และกิจกรรมชุมชน หลัก ๆ จะเน้นไปที่ร้านอาหาร 40% และแฟชั่น 20% โดยจะเป็นต้นแบบศูนย์การค้ารุ่นใหม่ของบิ๊กซีในอนาคต ตั้งเป้าหมายจะมีลูกค้าเข้าไปใช้บริการวันละ 30,000 คน ตั้งเป้าหมายภายในปี73 นี้ ปรับปรุงพื้นที่บิ๊กซีสาขาเดิมให้เป็นเดอะ คัลเลอร์ 8-10 แห่ง เน้นทำเลที่มีกำลังซื้อสูง เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ซึ่งสาขาต่อไปมีโอกาสเปิดในย่านพระราม4 และอยู่ระหว่างพิจารณาและศึกษาปรับทำเลศักยภาพสูงอื่น ๆ อาทิ บิ๊กซี ราชดำริ ที่ลูกค้าเข้าใช้บริการสูงวันละ 1 แสนคน หรือในอนาคตมีโอกาสขยายไปยังชานเมือง และหัวเมืองใหญ่แหล่งท่องเที่ยวได้ อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต



