นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ปี 68 ยสท.มีกำไรสุทธิ 504 ล้านบาท ลดลงกว่า 94% และรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ลดลงกว่า 43%  เนื่องจากอุตสาหกรรมยาสูบไทย เผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง  การขยายตัวของบุหรี่ผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่เถื่อน ส่งผลให้ขนาดตลาดในประเทศหดตัวต่อเนื่อง  

“ที่ผ่านมา ยสท.พึ่งพารายได้จากตลาดในประเทศมากกว่า 95% ปัจจุบันได้ปรับโครงสร้างรายได้ใหม่ ให้สัดส่วนรายได้ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 85% และเพิ่มรายได้จากต่างประเทศและธุรกิจอื่นเป็น 15% พร้อมตั้งเป้าหมายระยะยาว ปี 75 ให้มีสัดส่วนรายได้จากในประเทศ 60% และรายได้ต่างประเทศใหม่ 40% ขณะที่ปี 69 ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเป็น 20-22% จากเดิมราว 15% โดยวางเป้าหมายรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรต 6,344 ล้านบาท และรายได้จากการพัฒนาและต่อยอดธุรกิจ 379 ล้านบาท พร้อมกับมีกำไรสุทธิไว้ที่ 455 ล้านบาท”

นายภูมิจิตต์กล่าวว่า ในปี 69 การยาสูบมีการปรับแผนบริหาร 4 ด้าน ได้แก่ รุกตลาดในประเทศ บุกการส่งออก หารายได้ธุรกิจที่ไม่ใช่บุหรี่ และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ในอนาคต หลังตลาดในประเทศมีโอกาสโตน้อย เพราะถูกกดดันจากบุหรี่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะบุหรี่เถื่อนตกซองละ 25-30 บาท ถูกกว่าบุหรี่ถูกกฎหมาย 65-70 บาท ทำให้เกิดส่วนต่างราคาสูงและจูงใจผู้บริโภค

“ยสท.เร่งขยายตลาดต่างประเทศเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ผ่านการส่งออกบุหรี่สำเร็จรูป ใบยา และยาเส้นปรุงรส พร้อมทำโรดโชว์และสร้างเครือข่ายพันธมิตร โดยปี 68 มีมูลค่าส่งออกประมาณ 800 ล้านบาท และตั้งเป้าปี 69 เพิ่มเป็นราว 1,200 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายธุรกิจที่ไม่ใช่บุหรี่ เช่น โรงพยาบาล โรงพิมพ์ อสังหาริมทรัพย์ ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ ส่วนธุรกิจเอสเคิร์ฟ ยสท.เตรียมพัฒนาโครงการโรงงานสารสกัดนิโคตินเพื่อใช้ทางการแพทย์ คาดเริ่มดำเนินการในปี 2570 รวมถึงโครงการพัฒนาซิการ์ โดยทดลองปลูกในจังหวัดเชียงราย 19 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ และมีแผนขยายเพิ่มอีก 300 ไร่”

“ปี 68 มียอดขายอยู่ที่ 10,500 ล้านมวน และปี 69 ได้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 11,200 ล้านมวน หรือเพิ่มขึ้น 700 ล้านมวน แม้ภาพรวมตลาดจะหดตัว โดยจะมุ่งขยายส่วนแบ่งในกลุ่มสินค้าที่เติบโต เช่น บุหรี่ทางเลือก ซึ่งเติบโตถึง 30% คาดว่ามูลค่ารายได้ปี 69 จะอยู่ที่ประมาณ 6,000–6,300 ล้านบาท ไม่รวมภาษี และหากรวมภาษีจะอยู่ที่ราว 20,000 ล้านบาท”