ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภูฏานได้รับการยกย่องในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” หรือ “จีเอ็นเอช” (Gross National Happiness – GNH) มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่มีสถานะเป็น “ประเทศปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบ”


อย่างไรก็ตาม ประเทศเล็กบนเทือกเขาหิมาลัยซึ่งมีประชากรไม่ถึง 800,000 คน กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่ออัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คนวัยหนุ่มสาวจำนวนมากเลือกย้ายไปทำงาน และใช้ชีวิตในต่างประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลต้องออกมาตรการจูงใจให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น


รัฐบาลภูฏานเปิดตัวโครงการ “Third Child Plus” หรือ “ลูกคนที่สามพลัส” เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยมอบเงินสนับสนุนรายเดือนประมาณ 105 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,800 บาท) สำหรับบุตรคนที่สามและบุตรลำดับถัดไป ตั้งแต่แรกเกิดจนมีอายุครบ 3 ขวบ เป้าหมายคือกระตุ้นให้ครอบครัวตัดสินใจมีลูกมากขึ้น หลังข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า จำนวนเด็กที่เกิดเป็นบุตรคนที่สามหรือมากกว่านั้น ลดลงถึง 27% นับตั้งแต่ปี 2563


นายกรัฐมนตรีเชอริง โตบเกย์ ผู้นำภูฏาน กล่าวว่า ปัญหาประชากรของภูฏานไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นประเด็นที่กระทบต่ออนาคตของประเทศโดยตรง พร้อมเรียกสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “วิกฤติที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของชาติ” เนื่องจากอัตราการเจริญพันธุ์ของสตรีลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.8 คนต่อผู้หญิง 1 คน ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คน ซึ่งหมายความว่า หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป จำนวนประชากรจะค่อย ๆ ลดลงในระยะยาว


สหประชาชาติ (ยูเอ็น) คาดการณ์ว่า สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของภูฏาน จะเพิ่มจากประมาณ 6% ในปัจจุบัน เป็นราว 17% ภายในปี 2593 อย่างไรก็ตาม จำนวนประชากรวัยแรงงานจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระด้านสวัสดิการ การดูแลผู้สูงอายุ และการพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น


อีกปัจจัยสำคัญคือการอพยพของคนรุ่นใหม่ไปต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นความท้าทายเร่งด่วนไม่แพ้อัตราการเกิดที่ลดลง ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ เดือน พ.ค. 2569 มีชาวภูฏานมากกว่า 71,000 คน พำนักอยู่ในต่างประเทศ โดยกว่า 39,000 คน หรือมากกว่าครึ่ง อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานและวัยสร้างครอบครัว


แม้การทำงานในต่างประเทศจะช่วยสร้างรายได้กลับประเทศผ่านเงินโอน แต่รัฐบาลภูฏานเตือนว่า การสูญเสียประชากรวัยแรงงานและวัยเจริญพันธุ์จำนวนมาก ยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การลดลงของอัตราการเกิด และทำให้ศักยภาพการเติบโตของประชากรในระยะยาวอ่อนแอลง


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นว่า การให้เงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจของครอบครัว เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้คนมีลูกน้อยลงมีความซับซ้อน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย ค่าเลี้ยงดูบุตร และการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนรุ่นใหม่


กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอฟพีเอ) ซึ่งร่วมสนับสนุนโครงการของรัฐบาลภูฏาน ระบุว่า แนวทางแก้ไขปัญหาประชากรควรมุ่ง “ขยายทางเลือกให้กับประชาชน” ผ่านนโยบายสนับสนุนครอบครัว เช่น ระบบดูแลเด็กที่มีคุณภาพและมีค่าใช้จ่ายเหมาะสม สวัสดิการด้านแรงงาน และการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนเด็กเกิดเพียงอย่างเดียว


อนึ่ง ภูฏานกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านทางประชากรที่รวดเร็วอย่างมาก โดยอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงจากประมาณ 6.6 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในช่วงทศวรรษ 2533 เหลือเพียง 1.8 คนในปัจจุบัน และมีข้อสังเกตว่า การเข้าถึงการศึกษาและโอกาสในการทำงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้หญิงเลือกมีลูกน้อยลง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วเอเชีย


แม้หลายฝ่ายมองว่า การลดลงของจำนวนประชากรเป็นวิกฤติ แต่สำหรับประเทศที่ยึดหลัก “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” เป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างภูฏาน การมีประชากรลดลงจำเป็นต้องเป็นปัญหาเสมอไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับรัฐบาลภูฏาน ความท้าทายในเวลานี้คือการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชน กับการสร้างประชากร และกำลังแรงงานที่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES