เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคนบันเทิงแถวหน้าที่ออกมาเคลื่อนไหว และแสดงจุดยืนสะท้อนภาพสังคมรวมถึงการเมืองอย่างตรงไปตรงมาเสมอมา สำหรับพิธีกรชื่อดัง “อั๋น-ภูวนาถ คุนผลิน” ที่ล่าสุดมาร่วมงาน Miss Tiffany 2026 ในธีม “The Thai Identity Culture & Couture”แฟชั่นโชว์ที่นำความเป็นไทยถอดรหัสใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย
ซึ่งหลังจากจบงาน อั๋น ภูวนาถ ได้เปิดใจกับทีมข่าวเดลินิวส์ถึงความรู้สึกทราบผลคะแนนของพรรคที่จะมีแนวโน้มจะไรัฐด้จัดตั้งบาล รวมถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งและคำชี้แจงที่ไร้ความกระจ่างของ กกต. โดย อั๋น ภูวนาท เผยว่า
“ความรู้สึกตอนนี้คือผมรู้สึกอึดอัดใจกับหลายๆอย่างที่เรารู้สึกไม่เข้าใจ เราแค่ตั้งคำถามในมุมของคนที่อยากเข้าใจว่าทำไมเรื่องนั้นถึงเป็นแบบนี้ เรื่องนี้ถึงเป็นแบบนั้น เมื่อเรารู้สึกว่าสิ่งที่มันเป็นไป ขัดแย้งกับความเข้าใจพื้นฐานของเรา มันก็เริ่มรู้สึกว่าเราไม่ปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่าจะมีใครมายิงหรือทำร้ายผม แต่ผมรู้สึกเหมือนว่าผมอยู่ในที่ที่ผมเริ่มไม่เข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ กฎหมายที่ผมเข้าใจว่าผมจะสามารถอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ แต่ผมกลับเริ่มเกิดคำถามว่าสิ่งที่ผมเข้าใจมันผิดเหรอ?ตกลงตกลงกฎหมายนี้ปกป้องใครและใช้ปกป้องตัวเราเองจริงได้ไหม? เหมือนว่าบางตรรกะเหตุผลเราไม่เข้ากัน ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่ได้ใหญ่กว่ากฎหมายอยู่แล้ว เราพร้อมที่จะทำตามเพียงแต่ว่าเราไม่เข้าใจมัน เลยเป็นที่มาว่าของการตั้งคำถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น”
“ผมว่าหลายๆเรื่องที่มีคนออกมาตั้งคำถามมันเป็นคำถามที่ดีแต่เราไม่ได้คำตอบที่ดี และไม่ได้รับคำอธิบายที่สมควรจะได้รับ ผมรู้สึกว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ได้ตอบคำถามอย่างคนที่มีความรับผิดชอบและเราไม่สามารถทำอะไรได้ ผมเป็นทั้งประชาชนและอยู่ในภาคเอกชน สิ่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นในองค์กรภาคเอกชน ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นในภาคเอกชนบุคคลที่รับผิดชอบสิ่งนี้ แล้วมาตอบคำถามแบบนี้คง ไม่ได้ทำงานต่อแล้วแต่พอเป็นภาครัฐปุ๊บ ก็เป็นอารมณ์แบบอ้าวเหรอ ปิดแถลงข่าวแค่นี้แล้วผ่านด้วยเหรอ ซึ่งถ้าเป็นภาคเอกชนไม่มีทางที่จะเป็นแบบนี้ และถ้าเป็นบริษัทเอกชน ลูกค้าผู้ใช้บริการของคุณเกิดคำถาม ก็จะได้รับความรับผิดชอบอีกแบบเพราะบริษัทเอกชนจะไม่สามารถรับผิดชอบลูกค้าแบบนี้ หลายคำตอบผมรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่แย่ หรือแม้แต่การตัดสินใจอะไรบางอย่างของเขา ผมรู้สึกตั้งคำถามว่า ‘อ้าวทำไม?’”

“ในส่วนที่ประชาชนเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่คนที่เขาออกมาเรียกร้อง ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้เกิดแบบปุบปับแล้วมาถึงจุดนี้ แต่มันเกิดจากการสะสมจากความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจการทำงานของกกต. มาโดยตลอด ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นใครชนะก็ตาม ผมพร้อมยอมรับและเป็นคนหนึ่งที่พูดมาโดยตลอดไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะ จะตรงกับกับคนที่เราชอบหรือไม่ชอบ เราก็อาจจะมีการหงุดหงิดบ้างเป็นธรรมดา เหมือนกับการเชียร์บอล คนที่เราเชียร์ไม่ชนะเราก็หงุดหงิด เราซื้อลอตเตอรี่ไม่ถูกที่เราหวังมันก็หงุดหงิด ผมแค่หงุดหงิดนะ ซึ่งมันคนละเรื่องกัน ผมรู้สึกว่า ณ ตอนนี้สิ่งที่มันเกิดขึ้น มันคือความแคลงใจกับกระบวนการ จนทำให้แคลงใจในผล เพราะว่าเขา(กกต.)ไม่สามารถอธิบายกระบวนการให้เรามั่นใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เช่นเรื่องของการนับใหม่หรือไม่นับใหม่ ในเขตชลบุรี เรื่องตัวสายเคเบิลไทบ์ เขาก็ยังไม่เห็นตอบคำถามเลย เขาให้คำตอบว่าเอาหีบทั้งหมดมารวมกันเอามาคะแนนมารวมกันเป็นหีบเดียวและขนย้ายมันไปอีกที่หนึ่งซึ่งห่างกันไป 500 เมตร นี่คือสิ่งที่กกต. แถลง เขทใช้คำว่ามัน “แค่ 500 เมตร” ก็เลยไม่ใส่สายเคเบิลไทบ์ แต่ในความเป็นจริงมันไม่เกี่ยวว่าเป็นระยะทางแค่ 500 เมตรหรือเปล่า แค่ยกจากห้องนี้ไปตรงนั้นเราก็ยังต้องใส่เลย ถ้าจะบอกว่ายกจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง แค่ 1 นาทีแล้วให้เหตุผลว่าเลยไม่ใส่สายรัด ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้ และเมื่อคุณใส่สายรัดเสร็จแล้วปิดฝา คณะกรรมการที่รับผิดชอบต้องเซ็นชื่อทันที นี่คือกฎระเบียบไม่ใช่หรอ ถ้าอย่างนั้นจากนี้ระยะทางไม่เกิน 500 เมตร หน่วยเลือกตั้งใดไม่ใส่สายรัดก็ไม่ผิดสิ ถ้าจะบอกว่า“แค่” นี่คือคำถามจากผม ผมไม่ได้กวนแต่ถ้าผมอยู่ในชั้นเรียนและวิชานี้เป็นวิชากฏหมาย ผมจะยกมือถามว่าถ้ามันเป็นกฎระเบียบ เราอะลุ่มอล่วยกับสิ่งนี้ได้จริงเหรอ? และในเมื่อคุณเป็นผู้ที่จะต้องตรวจตราให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยซื่อสัตย์ยุติธรรมและชอบด้วยกฎหมาย มันมีข้อยกเว้นว่าถ้าไม่เกิน 500 เมตรหรือไม่เกิน 100 เมตร หรือแค่นิดเดียวแล้วไม่ติดสายรัดไม่เป็นไรเหรอ มันมีแบบนี้มั้ย แต่นี่คือสิ่งที่ กกต. เป็นคนแถลงออกมา”
“ทุกครั้งที่ฟังแถลง ผมไม่ได้ฟังด้วยอคติผมฟังด้วยความรู้สึกของคนที่อยากจะเข้าใจ เพราะหน้าที่ผมคือต้องไปอธิบายต่อในการทำรายการผมไม่ได้ตั้งใจจะไปยุแยงตะแคงรั่ว ผมตั้งใจส่งต่อพลังงานที่ดีอยู่แล้ว อันไหนที่สามารถเข้าใจได้ผมไม่เคยปล่อยผ่าน สมมุติว่าวันนี้ผมด่าแล้วพรุ่งนี้เขามีคำอธิบายซึ่งทำให้ผมเข้าใจ ผมก็จะเข้าใจ ไม่เคยนิ่งเฉย แล้วจะออกมาพูดว่า“วันก่อนจำได้ไหมที่เราคุยเรื่องนี้กันตอนนี้เขามีคำอธิบายที่ดีแล้ว คืออะไร“ แล้วผมก็จะอธิบายให้ทุกคนฟัง ผมไม่มีคำว่าวางเฉย และถ้าผมต่อว่าหรือตำหนิแล้วเป็นการตำหนิที่ผิด ผมก็พร้อมขอโทษและรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำเสมอ ผมจึงคาดหวังความรับผิดชอบเช่นเดียวกันจากทุกหน่วยงาน แล้วพอมันเกิดคำถามแบบนี้ขึ้นมา หาคำตอบไม่ได้ ถามใครก็ไม่ได้ผมเชิญกกต.มา ก็ไม่มา ขอโฟนอินก็ไม่โฟน ขอวิดีโอคอลก็ไม่ยอม แต่เคารพสิทธิ์ เขาไม่ได้ผิดแต่เมื่อหาคำตอบไม่ได้ เราก็หาคำตอบจากผู้รู้จากอดีต กกต.จากคนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายซึ่ง คำตอบมัน เป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด เพราะฉะนั้นเหลือคนเดียวที่ต้องตอบคือ กกต.”

“ ถามต่อว่าแล้วถ้าผิดจริงต้องทำยังไง มันก็นำไปสู่ขั้นตอนที่แปลกประหลาดมาก ผมถามว่าถ้านับคะแนนใหม่และคะแนนมีความผิดปกติใครเป็นคนผิด คำตอบคือ กกต.ผิด และ คนที่ตัดสินได้ว่าจะนับใหม่หรือไม่นับใหม่ใครเป็นคนตัดสิน คำตอบก็คือ กกต. แค่นี้คุณคิดว่าประเทศไทยปกติเหรอ คุณให้คนที่ตัดสินเป็นคนเดียวกับคนที่มีประโยชน์ทับซ้อนกับผลของมัน ตัวอย่างเช่นผมติดคุก แล้วให้ตัวผมเป็นคนตัดสิน ผมไม่มีวันตัดสินให้ผมติดคุก เข้าใจไหมแล้วทำไมมันถึงออกแบบมาให้เป็นจุดนี้ได้ ผมแค่งงว่าทำไมถึงไม่มีหน่วยงานไหนที่สามารถเข้ามาตรวจสอบได้เลยเหรอ รัฐธรรมนูญฉบับก่อนสามารถลงชื่อตรวจสอบถอดถอนได้ แต่ฉบับนี้ตัดความเห็นของประชาชนออกไป ผมถามว่าทำไมถึงตัด ใครสามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงตัดสิ่งนี้ออกไปในการที่ประชาชนสามารถลง ชื่อเพื่อตรวจสอบและถอดถอนหรือแค่สงสัยในการทำงานขององค์กรอิสระ ทำไมถึงตัดการยึดโยงจากประชาชน ไม่มีใครตอบได้ตรรกะของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตัดตรงนี้ออกไปเหตุผลคือไม่มีใครตอบ เราตะโกนถามกันดังแค่ไหนก็ไม่มีคำตอบ นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่าทำไมผมถึงอึดอัด ผมถามแทนคนที่เขาสงสัย ผมพยายามจะคุยเพื่อเปิดโอกาสให้เกิดความเข้าใจ เมื่อคำตอบมันเคลียร์ใจกัน เราก็จะเดินหน้าต่อไปได้โดยที่สบายใจ”
“อย่างถ้าคุณสงสัยและรู้สึกว่าตรงนี้มันคลางแคลงใจมาก แต่เขา(กกต.)บอกว่ายังไงก็ไม่นับ เขาก็สามารถเดินหน้าได้เพราะเราไม่สามารถทำอะไรได้ นี่คือความอึดอัด เราทำอะไรไม่ได้แต่ความคลางแคลงใจนี้ก็ยังอยู่ในใจตลอดไป แล้วทำไมเขาถึงไม่ทำให้สิ้นสงสัย ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนับทุกครั้งที่ขอ แต่ผมว่าครั้งนี้มันก็มิใช่น้อย”

“สิ่งที่สร้างความแคลงใจในตอนนี้จะส่งผลให้เกิดความหมดศรัทธาในการเลือกตั้งแล้วไม่ออกมาใช้สิทธิ์ในครั้งหน้าไหม ผมตอบแทนทุกคนไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดผมมองว่าเราต้องยิ่งไม่หมดศรัทธา ยิ่งเห็นปัญหายิ่งต้องไม่หมดศรัทธา ยิ่งรู้สึกว่าเราจะเลือกไปทำไมสุดท้ายจะเป็นมหรสพใหญ่ของโลกหรือเปล่า ผมไม่รู้สึกแบบนั้น ถ้ามันจะมีมือมือที่มองไม่เห็นเข้ามาจัดการก็ปล่อยให้มันมี แต่ยิ่งประชาชนออกมามากเท่าไหร่มือนั้นก็จะทำงานลำบากและยากขึ้น คนที่ตั้งใจจะแทรกแซงเจตจำนงของประชาชนจะต้องหน้าด้านมากขึ้น ต้องให้มันหน้าด้านมากขึ้นและถ้าคนที่เขาแทรกแซงหน้าด้านมากขึ้น เราก็จะเห็นคนหน้าด้านชัดขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดๆหนึ่งทุกอย่างมันจะชัดเจนเอง สมมุตว่า‘ถ้ามันมี’ อันนี้ผมบอกนะว่า ‘ถ้ามันมี’”
“อยากให้ประเด็นที่เกิดขึ้นในตอนนี้ผมก็ยังอยากให้เขาตอบให้สิ้นสงสัยและทำเป็นไปตามตัวกฎหมายอย่างเช่นที่กกต.ออกมาอธิบายในหลายๆจุด ผมก็เข้าใจ อย่างเรื่องที่อยู่ในชลบุรีปรากฏว่าในที่สุดแล้วมีคนที่ไปยื่นร้องเรียนแค่ 10 คน พอถึงเวลาเข้าสู่กระบวนการจริงๆมาแสดงตนแค่ 6 คน แล้วไปดู6คนที่ยื่นเรื่องร้องเรียนหลักฐานอ่อนแอมาก หัวข้ออ่อนแอมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องอื่นๆที่เราพูดกันแล้วเขาไม่ยื่น เมื่อไม่ตามหลักเกณฑ์และกฎหมายหลายคนมองว่าเรื่องนั้นก็ผิดเรื่องนี้ก็ผิด แต่พอฟ้องเราร้องแค่3เรื่อง กกต.จึงออกมาตอบแค่3เรื่อง เพราะฉะนั้นในมุมนึงเราบอกว่าภาคประชาชนเข้มแข็งสื่อมวลชนเข้มแข็ง ผมก็ จะถามกลับว่าอย่างผมพูดในตอนนี้ผมพูดในฐานะของประชาชนด้วยและสื่อด้วย แต่ผมก็ไม่ได้เป็นคนหนึ่งที่เข้าไปร้องเรียนแบบยื่นเอกสารและผมก็ไม่ได้เข้าไปดูว่ายื่นไปกี่ข้อ ข้อไหนยังไม่ได้ยื่นบ้างผมเองก็ไม่ได้ไปตรงนั้นยังยืนพูดอยู่หน้าไมค์ เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเราจะแอคทีฟ เราต้องแอคทีฟโดยเข้าใจกฎหมายด้วยเหมือนกัน ในมุมนึงก็ต้องแฟร์กับกกต. ที่เขาออกมาอธิบายเพราะเขาก็ออกมาตอบแค่ข้อที่เขาถูกร้องเรียน ข้อที่คนด่าในเน็ตอีก 38 อย่างเขาไม่ตอบเพราะฉะนั้นเราก็ต้องชั่งน้ำหนักเอา ผมก็ต้องแยกแยะว่าตอนนี้มันมีเรื่องของอารมณ์และข้อเท็จจริง”
“ถ้าได้ทีมรัฐบาลแล้วอยากให้ผลักดันเรื่องใดมากที่สุดผมเอง ไม่กล้าหวังมากเลยแต่ถ้าถามว่าอยากผลักดันเรื่องไหนมากที่สุด ผมอยากผลักดันเรื่องของกระบวนการยุติธรรมเพราะเรื่องทั้งหมดที่พูดมาคือเรื่องนี้ทั้งนั้น แต่มันจะเป็นไปได้เหรอ ผม อยากให้มีความชัดเจนในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันเป็นปัญหาถ้ารู้สึกว่ามันมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือไม่ยุติธรรมกฎหมายต้องทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเร็ว ณ ตอนนี้มันช้ามาก ผิดชาตินี้กว่าจะสรุปว่าผิดไหมต้องรอชาติหน้า มันเลยทำให้บางคนรู้สึกว่าวันนี้เราโกงไปก่อนกว่าจะฟ้อง ฉันมีเวลาเสวยสุขอีกตั้งนาน ถ่ายเททรัพย์อีกพักใหญ่ แล้วเดี๋ยวค่อยตัดสินใจว่าจะย้ายประเทศไหม ทั้งที่มันเกิดขึ้นต่อหน้า กี่คนแล้วผมจึงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาหนักมากและมันไม่ใช่แค่กับคนชั่วหรืออาชญากร ถ้าคุณคิดว่าคุณจะปราบสแกรมเมอร์ คิดว่าประชาชนแคลงใจ แม้แต่กับคนในหน่วยงานราชการ ถามว่าใครบ้างไม่เคยเจอรีดไถใต้โต๊ะ มีใครกล้ายกมือซักคนไหม ก็ไม่มี ทั้งประเทศเห็นหมดเพราะมันมีสิ่งนี้เกิดขึ้นแต่คุณแก้ไม่ได้สิ่งนี้คือความล้มเหลว ทุกวันนี้คนที่ทำธุรกิจจริงๆคุณจะรู้เลยว่าคุณจะต้องเผื่อต้นทุน30-40% เพื่อ ไว้ให้กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง“
“เรื่องที่นายกอนุทินจะทำให้คนรวยจนร้องไม่ไหวแล้วผมก็ ยินดีครับถ้าจะทำคือไม่มีใครปฏิเสธเรื่องรวยหรอกเศรษฐกิจดีเราก็อยากได้ แต่เวลาเศรษฐกิจดีคุณก็ต้องดูว่ามันอยู่ในเซกเตอร์ไหน เรามองว่าGDPสูงมากแต่ทำไมเรายังจนเหมือนเดิมวะ เราก็ต้องมองว่าอย่างแรกเลยคือเราอาจจะอยู่ผิดเซกเตอร์ ตอนนี้เทคโนโลยีมันก้าวหน้าเราจะยังปลูกหญ้าปลูกผักที่มันไม่มีคนซื้อเหรอ คุณก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยน ส่วนหนึ่งเราก็ต้องโทษที่ตัวเราเองว่าเราตามโลกทันหรือเปล่า และต้องดูว่ามัน รวยกระจุกอยู่ที่ไหนหรือมันเกิดกฎหมายอะไรที่ไม่เป็นธรรมแล้วไปเพิ่มอัตราการผูกขาดที่สูงขึ้นในกลุ่มพวกพ้องหรือเปล่าผมมองว่าแม้แต่การเมืองเราก็ยังเกิดความคลางแคลงใจในเรื่องของพวกพ้อง ผมคิดว่าถ้าผมเป็นรัฐบาลคุณอนุทินผมจะทำให้ชัดเรื่อง ฮั้ว ส.ว. เรื่องนี้เอาให้จบแบบชัดๆ และเรื่องเขากระโดง ที่คนพูดนักพูดหนา คุณเอาให้สุดไปเลยล้างข้อครหาทำให้หมด ทำให้คนที่มองว่าคุณจะทำได้เหรอ คนที่เขาพูดกันแบบนี้ทำให้คลายความแคลงใจและทำให้ดีโคตรๆ”

“ ผมเชื่อว่าถ้าคุณทำได้คุณอยู่อีกยาว เพราะในที่สุดเหมือนที่อั๋นโพสต์ว่าใครจะชนะก็แล้วแต่ ผมจะโลกสวยใส่คือเราอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน ถ้าใครก็ตามที่ชนะไม่ได้มีเจตนาว่า หลาน เหลน โหลน ของคุณจะย้ายประเทศ คุณต้องปรารถนาให้ประเทศนี้เจริญ เพราะคุณไม่มีทางรวยอยู่คนเดียวแล้วเปิดประตูออกมาหน้าบ้านเป็นสลัมหรือมีอาชญากรรมมากมาย คุณต้องอยากให้ทั้งประเทศมันอยู่ได้ ตามสมควร ผมมีความเชื่อว่าเราอาจจะรู้สึกว่าคนนั้นดีกว่าคนนี้ดีกว่า แต่ผมก็หวังว่าเขาไม่เลวถึงขนาดที่ไม่ทำอะไรให้ประเทศชาติเจริญเลยเพราะฉะนั้นเป็นกำลังใจ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็เป็นกำลังใจเพราะมันมามันมาถึงจุดนี้แล้ว แต่ขอให้ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูกอย่างยุติธรรมผมถึงบอกว่าถ้าอยากให้ผมเลือก ผมเลือกกระบวนการยุติธรรมก่อน”




