บรรยากาศทั่วมณฑลพิธีและบริเวณโดยรอบโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในวันที่ 13 มิ.ย. 2569 เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความโศกเศร้าอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ ของปวงชนชาวไทยที่พากันเดินทางมาร่วมส่งเสด็จพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา หลังการสิ้นพระชนม์อย่างสงบ ซึ่งหนึ่งในคนบันเทิงที่แสดงความรักและเทิดทูนสถาบันอย่างหมดหัวใจอย่าง “โอ อนุชิต” ก็ได้เดินทางมาร่วมส่งเสด็จในพิธีครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วย

โดยหนุ่มโอ อนุชิต ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและแววตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ถึงความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครอยากให้มาถึงในวันนี้ว่า “มีโอกาสก็มาครับ เป็นความรู้สึกที่พูดยาก ความรู้สึกก็คงเหมือนกับหลายคน เราทราบข่าวพระอาการประชวรของพระองค์ท่านมาระยะใหญ่มากๆ ความรู้สึกมันคือเรื่องจริงที่ไม่อยากให้เกิด แต่เรารู้ว่าวันนี้ก็คงต้องมี มันบอกไม่ถูกจริงๆ กับความสูญเสีย และพระองค์ท่านก็ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคนในเรื่องของกีฬา

ตัวโอเองได้มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จในงานวิ่งหลายครั้ง พระองค์ทรงเป็นนักวิ่งที่เก่งมาก จริงจังมาก ทรงวิ่งได้เร็วและเท่มากๆ นี่คือความทรงจำในสายตาของโอ โอรู้สึกว่าพระองค์ทรงเป็นคนที่แข็งแรงมากนะ ตอนเกิดข่าวแรกๆ ยังคิดว่า จริงเหรอ เพราะเราเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นคนที่แข็งแรงมากคนหนึ่ง ณ ตอนนั้นคือช็อกมากว่า เกิดขึ้นได้ยังไง โอได้ดูคลิปที่พระองค์ท่านบอกเล่าแรงบันดาลใจที่ว่า คนเราสามารถเป็นได้หลายอย่าง และมีความสุขได้ 

คนเรามีหน้าที่ที่ต้องดูแลรับผิดชอบหลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องทำอย่างเดียว พระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิง เป็นนักกีฬา นักกฎหมาย แล้วยังฉลองพระองค์ชุดไทยใส่รองเท้าส้นสูงไปทรงเดินแบบ ซึ่งพระองค์ทรงทำทุกอย่างได้ดีมาก ทรงเป็นพี่สาวที่ดีมากจริงๆ ทรงแทนพระองค์เองว่าพี่ ฟังดูแล้วยิ่งคอนเฟิร์มเราได้ว่า วันนี้เราสูญเสียพระองค์ไปแล้วจริงๆ เป็นการคอนเฟิร์มความจริงที่ไม่อยากให้เป็น บอกไม่ถูกเลย วันนี้ต้องมาถึงแหละแต่ไม่อยากให้มาเลย

พระองค์ทรงเป็นต้นแบบ เป็นแบบอย่าง ทรงช่วยเหลือทุกคน ไม่เพียงแค่ทรงมองเห็นแต่ทรงเข้าใจ ทรงมองเห็นปัญหาของเด็กปัจจุบันนี้และหลายคนในยุคนี้ว่าประสบกับอะไร พระองค์ถึงพระราชทานกำลังใจว่าเราทำได้หลายอย่าง และทำได้อย่างมีความสุขด้วย นั่นคือพระองค์ทรงเห็นและเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร มันไม่ใช่แค่เรื่องยากดีมีจน แต่เป็นเรื่องของวิธีคิดที่หลายคนกำลังไม่เข้าใจอยู่ มันละเอียดอ่อนมาก คนที่เห็นเรื่องพวกนี้ได้จะต้องเป็นคนละเอียดอ่อนมากเช่นกัน พระองค์ทรงมองเห็นอะไรหลายอย่างที่พวกเรามองไม่เห็นและไม่เพียงมองเห็นแต่ยังยื่นพระหัตถ์เข้ามาช่วย รู้สึกเลยว่าใครที่ได้ใกล้ชิดกับพระองค์ท่านช่างโชคดีเหลือเกิน

เราอาจจะเริ่มจากการทำสิ่งเล็กๆ มองคนรอบตัวเราด้วยความเข้าใจ การช่วยเหลือกันมันอาจจะไม่ต้องยิ่งใหญ่โตอะไรมากมาย เพียงแค่ช่วยเหลือคนข้างๆ คนในครอบครัว หรือคนในซอย คำว่าเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก มันก็อาจจะเริ่มจากเพื่อน จุดเล็กๆ ที่เราจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คำนี้ตอนที่ฟังยังรู้สึกว่าเป็นชื่อโครงการที่เท่มาก พระองค์ไม่ใช่แค่พี่สาวแต่ลงมาเป็นเพื่อนกับพวกเราด้วย เพราะเวลาที่เราเป็นเพื่อนกันจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มองเห็นทุกคนเป็นมิตรสหาย เราก็รู้สึกสบายใจ นี่คือสิ่งเล็กๆ ที่เราทำให้กันได้ โอภูมิใจสุดๆ ที่ได้รักและเทิดทูนสถาบัน ขอบคุณในสิ่งที่พระองค์ท่านทำเพื่อพวกเรา สิ่งที่พระองค์ท่านทำมันมีความหมายมากๆ ครับ”

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก anuchyd