สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า มีแผนที่จะเดินทางไปเยือนเวเนซุเอลา แต่ยังไม่ได้กำหนดวันที่แน่นอน พร้อมทั้งแสดงความพึงพอใจต่อการทำงานของรัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลา ภายใต้การนำของนางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดี แม้โรดริเกซเป็นหนึ่งในเครือข่ายของประธานาธบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งถูกหน่วยรบพิเศษของสหรัฐบุกเข้ามาควบคุมตัวถึงที่กรุงการากัส เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา


ท่าทีดังกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้น หลังสำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (โอเอฟเอซี) สังกัดกระทรวงการคลังสหรัฐ ประกาศการมอบใบอนุญาตทั่วไปให้กับบริษัท บีพี เชฟรอน เอนี เรปโซล และเชลล์ ในการดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ในภาคส่วนน้ำมันหรือก๊าซในเวเนซุเอลา แต่ยังต้องอยู่ “ภายใต้เงื่อนไขบางประการ”


ทั้งนี้ โอเอฟเอซีกำหนดให้การชำระค่าส่วนแบ่งจากน้ำมันและก๊าซ จะต้องเข้าสู่บัญชีที่กำหนดโดยกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ที่ว่า สหรัฐจะเป็นผู้จัดการสินทรัพย์ที่อยู่ในการดูแลเพื่อประโยชน์ของเวเนซุเอลา


นอกจากนี้ ใบอนุญาตฉบับที่ 2 ของโอเอฟเอซียังอนุญาตให้บริษัทต่าง ๆ เจรจาสัญญาสำหรับการลงทุนในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐจะยังคงสั่งห้ามไม่ให้บางประเทศเข้าร่วม ซึ่งรวมถึง จีน อิหร่าน และรัสเซีย


อนึ่ง นายคริส ไรธ์ รมว.พลังงานสหรัฐ ถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งเยือนเวเนซุเอลาอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศแห่งนี้ ซึ่งไรธ์เข้าพบโรดริเกซ และถ่ายทอดคำชมจากรัฐบาลทรัมป์ สำหรับความร่วมมือที่ได้รับ รวมถึงการผลักดันการปฏิรูปกฎหมายในภาคส่วนน้ำมันของเวเนซุเอลา ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว


ขณะเดียวกัน ไรธ์ยืนยันว่า มาตรการการคว่ำบาตรน้ำมัน ที่สหรัฐบังคับใช้กับเวเนซุเอลามาตั้งแต่ปี 2562 นั้น “สิ้นสุดลงแล้วโดยพื้นฐาน” และเรียกร้องให้มีการเพิ่มการผลิตน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้าอย่างมหาศาล ซึ่งจะช่วยปรับปรุงโอกาสในการทำงาน ค่าจ้าง และคุณภาพชีวิตของชาวเวเนซุเอลา.

เครดิตภาพ : AFP