สวัสดีวันหยุด ในเทศกาลวันแห่งความรัก “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขสมหวังในความรักนะขอรับ สำหรับเรื่องราวของเราในวันนี้คือ รถยนต​์รุ่นใหม่จากค่าย “ดาวสามแฉก” เมอร์ซีดีส เบนซ์ นั่นก็คือรถรุ่นเรือธงของแบรนด์ หรือ “เอส-คลาส” (S-Class) รุ่นปรับโฉมนั่นเอง

            การปรับโฉมใหม่นี้ เป็นการต่ออายุของรถในรหัสตัวถัง W223 ให้ยาวขึ้นไป โดยนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2020 ก็นับเนื่องได้ 6 ปีแล้ว ซึ่งตามปกติวงรอบการออกรุ่นใหม่ของ เอส-คลาส จะอยู่ที่ราว 7 ปี นี่อาจจะเป็นข้อบ่งชี้ว่า พวกเขาเลือกที่จะดึงจังหวะออกรถรุ่นใหม่ถอดด้ามให้ยืดออกไปอีกสักเล็กน้อยนั่นเอง

            ชิ้นส่วนใหม่ของรถรุ่นปรับโฉม ถือได้ว่ามากเอาเรื่อง เพียงแต่ว่าไม่ได้เปลี่ยนชิ้นส่วนโลหะบนตัวถังรถเท่านั้นเอง แต่ชิ้นส่วนอย่าง กันชนหน้าและท้าย ไฟหน้าและ ไฟท้าย กระจังหน้าและดาวบนฝากระโปรงนั้นใหม่หมด และนอกจากนั้นยังมีชิ้นส่วนของ แถบหน้ากากสีดำที่เชื่อมต่อไฟหน้าเข้ากับกระจังหน้า ที่มองเผินๆอาจจะสังเกตได้ยาก โดยเฉพาะกับรถสีเข้ม แต่หากเป็นรถสีอ่อนจะเห็นได้ชัดเจน

            ส่วนของกระจังหน้าใหม่นั้นมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 20% และมาพร้อมกับดวงไฟเล็กๆรูปดาวสามแฉกจำนวน 112 ดวง (ถ้านับไม่ผิด) ที่จะส่องเป็นประกายในยามค่ำคืน นอกจากนั้นดาวลอยบนฝากระโปรงเองก็ยังสามารถเปล่งแสงได้อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่มันส่องแสงออกไปเพียงด้านหน้ารถเท่านั้น คนขับไม่สามารถมองเห็นได้ น่าจะเพราะไม่ต้องการให้เกิดการแยงตา นอกจากนั้น ดาวสามแฉกยังไม่จบอยู่เพียงแค่นั้นเพราะไฟหน้าของรถยังประกอบไปด้วยองค์ประกอบรูปดาวอีกข้างละ 2 ดวง รวมด้านหน้าทั้งหมดมีดาวสามแฉกมากถึง 118 ดวง! (รวมโลโก้บนฝากระโปรงหน้า)

            ด้านท้ายนั้นก็ยังคงใช้แนวทางของ “ดาวสามแฉก” อยู่ โดยไฟท้ายของ เอส-คลาส แต่ละข้างจะมีดาวสามแฉกข้างละ 3 ดวง ซึ่งจะเห็นได้ว่าพวกเขาใช้หลักการนี้กับรถรุ่นอื่นๆของพวกเขาลดหลั่นกันไป นั่นก็คือ รุ่น อี-คลาส ที่เล็กลงไปขั้นหนึ่งจะเหลือดาวสามแฉกข้างละ 2 ดวง ส่วนรุ่น ซี-คลาส และ เอ-คลาส จะเหลือข้างละหนึ่งดวง นับว่าเป็นกลยุทธ์การออกแบบที่น่าสนใจ

            ด้านการออกแบบภายในนั้นถือได้ว่าได้รับการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยพวกเขาเลือกที่จะแทนที่แผงหน้าปัดเดิมด้วยการยกเอาแผงหน้าจอ “ไฮเปอร์สกรีน” (Hyperscreen) ที่ยาวซ้ายจรดขวา ที่เราเคยเห็นมาแล้วในรถไฟฟ้ารุ่น อีคิวเอส (EQS) เข้ามาแทนที่ พวกเขากล่าวว่า หน้าจอใหม่นี้ ได้ทำการติดตั้งระบบ AI ที่พัฒนามาสำหรับการใช้งานในยานพาหนะของกูเกิ้ล ระบบเอไอใหม่นี้ผ่านการยกระดับทักษะของเอไอให้สอดคล้องกับความเข้าใจมนุษย์ได้ดีขึ้น

            สำหรับส่วนของผู้โดยสารตอนหลัง ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ นั่นก็คือ กล้องสำหรับการประชุมออนไลน์ พร้อมกับหน้าจอที่ขยายขนาดขึ้นอีก 2 นิ้วเป็น 13.1 นิ้ว เรียกได้ว่า ฟังค์ชั่นเปิดกล้องคุยกันนี้ อาจจะไม่ได้รับความสนใจนักในบ้านเรา เพราะบ้านเราชอบปิดกล้องคุยกันมากกว่า (ฮา)

            แน่นอนว่าด้านขุมกำลังนั้นต้องได้รับการอัพเกรดยกแผง โดยรุ่น S500 กลับมาพร้อมเครื่องยนต์ ไมล์ดไฮบริด ที่มาพร้อมระบบไฟ 48 โวลต์ ทำงานร่วมกับเครื่อง 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร เทอร์โบ+ซุปเปอร์ชาร์จ ให้กำลังมากถึง 442 แรงม้า  ส่วนรุ่นปลั้กอินไฮบริด S580e ที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ใหญ่ถึง 22.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งกำลังลงสู่ล้อคู่หน้า จับคู่กับเครื่อง 6 สูบเรียง 3.0 ตัวนี้ ให้มีกำลังรวมเพิ่มเป็น 576 แรงม้า

            เรียกได้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะช่วยยืดอายุของ W223 ไปได้อีก 2-3 ปี ก่อนที่จะเปลี่ยนใหม่ถอดด้าม ถ้าซีอีโอ ท่านใดชอบความไฮเทค แต่ไม่อยากเล่นรถไฟฟ้า เอส-คลาส ใหม่น่าจะถูกใจแน่นอน