วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความ ผศ.พญ.กวินญรัตน์ จิตรอรุณฑ์ เขียนถึงการ “นอนกรน” ที่ หลายบ้านมีคนนอนกรน อาจแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการแยกห้องนอน เพื่อไม่ให้รบกวนกันและกัน แต่ไม่เคยรู้เลยว่า การนอนกรน ไม่ใช่ภาวะปกติที่เป็นแล้วจะปล่อยไปเฉยๆได้ เสียงครืดคราดเวลาที่เรากรน คือ เสียงของลมผ่านช่องคอที่แคบ ทำให้เกิดการสั่นและเสียดสีของอากาศผ่านเนื้อเยื่อทางเดินหายใจส่วนบนจนเป็นเสียงดังขึ้นมาได้ ซึ่งหากทางเดินหายใจส่วนบนแคบมากขณะนอนหลับ จะทำให้การหายใจลดลงจนถึงหยุดหายใจ ส่งผลให้การนอนหลับนั้นไม่มีคุณภาพเพียงพอ
ในทางการแพทย์ การนอนกรนเป็นอาการแสดงที่สำคัญอย่างหนึ่งของโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea; OSA) จากการสำรวจในสหรัฐอเมริกา พบว่าอย่างน้อยร้อยละ 40 ของผู้ชาย และร้อยละ 20 ของผู้หญิงมีอาการนอนกรน โดยมักเป็นเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ร้อยละ 13-50 ของผู้ชาย และร้อยละ 6-13 ของผู้หญิง ที่อายุมากกว่า 50 ปี เป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางถึงรุนแรง
ส่วนอุบัติการณ์ของภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับในคนไทย พบได้ประมาณร้อยละ 11.4 และอุบัติการณ์ของอาการนอนกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นนี้ พบเพิ่มขึ้นสูงกว่าเมื่อก่อนมาก ที่สำคัญ โรคนี้มีความสัมพันธ์กับภาวะไหลตายได้ร้อยละ 0.04
โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เป็นภาวะผิดปกติของการหายใจที่เกิดขึ้นตอนที่นอนหลับ (sleep-disordered breathing) โดยมักมีอากาศที่เข้าสู่ปอดลดลงหรือหยุดเป็นพักๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เวลาที่เรานอน กล้ามเนื้อต่างๆ ในร่างกายมักต้องการการพักผ่อนจึงมีการผ่อนคลายลง ทางเดินหายใจก็เช่นกัน เวลาที่เรานอนหลับจะมีกล้ามเนื้อบริเวณเพดานอ่อน ช่องคอ โคนลิ้น และช่องคอคลายตัวลง คนที่มีทางเดินหายใจที่แคบอยู่แล้วจุดใดก็ตาม ตั้งแต่จมูกถึงกล่องเสียง และคนที่มีน้ำหนักตัวเยอะ สัดส่วนของกล้ามเนื้อจะน้อยกว่าไขมัน ก็จะมีการหย่อนและกดทับทางเดินหายใจให้แคบลงไปอีกตอนที่เรานอนหลับ ทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าสู่ปอดได้เป็นบางช่วงของการนอนหลับ
ใครที่รู้สึกแบบนี้ อย่างนิ่งนอนใจ ควรปรึกษาแพทย์
- นอนไม่ค่อยพอ แม้จะนอนยาวมาแล้วทั้งคืนก็ยังไม่สดชื่นตอนเช้า
- บางคนมีอาการคล้ายๆตื่นมาสำลักอากาศ หรือพยายามหายใจเฮือกๆกลางดึก ซึ่งเป็นอาการของร่างกายที่ขาดอากาศหายใจ และพยายามปลุกตัวเองตื่นขึ้นมาเพื่อหายใจ เป็นการตอบสนองของร่างกายเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่ให้ขาดออกซิเจน
- บางคนรู้ตัวเอง หรืออาจไม่รู้ตัว คู่นอนมักเป็นคนที่ช่วยสังเกตเห็นอาการได้ ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะการตื่นขึ้นมาบ่อยๆแบบนี้เป็นการรบกวนรอบการนอนหลับ ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถหลับลึกเป็นรอบได้อย่างราบรื่นตลอดคืน ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพทั้งกายใจโดยตรง ในทั้งระยะสั้นและระยะยาว
- ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น นอนกัดฟัน ขากระตุก ลุกปัสสาวะกลางคืนบ่อย อารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวมากขึ้น หลงลืมง่าย ความสามารถในการรับรู้แย่ลง ซึมเศร้า บุคลิกเปลี่ยน เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
- บางรายเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ดื้ออินซูลิน หัวใจเต้นผิดจังหวะ เส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดสมองตีบตั้งแต่อายุไม่มาก ซึ่งเป็นผลจากโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

หากมีอาการดังกล่าว ให้สงสัยว่าคุณมีโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ควรตรวจวินิจฉัยด้วย sleep test โดยถ้าการหายใจลดลงเกินกว่าร้อยละ 30 เกินกว่า 10 วินาที จะเรียกว่า การหายใจลดลง หรือ hypopnea ส่วนการหยุดหายใจไปเลยเกินกว่า 10 วินาที จะเรียกว่าหยุดหายใจ หรือ apnea ในเด็กมี 1 ครั้งต่อชั่วโมงก็ถือว่าผิดปกติแล้ว ส่วนในผู้ใหญ่ถ้ามีทั้ง 2 อย่างรวมกันมากกว่า 5 ครั้งต่อชั่วโมง ก็จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ โดยถ้ามากกว่า 30 ครั้งต่อชั่วโมงจะนับว่าเป็นแบบรุนแรง
โรคนี้เกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ น้ำหนักตัวสูง ช่องคอแคบหนา เพดานอ่อนหย่อนยาน โคนลิ่นใหญ่ ต่อมทอนซิลโต ต่อมอะดีนอยด์โต คางสั้น จมูกบวมอักเสบ ไซนัสอักเสบ และผนังกั้นจมูกคด นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์ และรับประทานยาบางสนิท อาจเป็นตัวเสริมในการกดการหายใจด้วย
การรักษาหลักที่เป็น gold standard ของโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นคือ การใช้เครื่อง Continuous Positive Airway Pressure หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า CPAP มักแนะนำให้ใช้ในกรณีที่เป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป ซึ่งเครื่องนี้จะทำงานโดยการอัดอากาศเข้าไปเพื่อเปิดถ่างทางเดินหายใจ ไม่ให้ทางเดินหายใจส่วนบนหย่อนและอุดกั้น จะทำให้ระดับออกซิเจนในร่างกาย และการหายใจดีขึ้น การนอนหลับในแต่ละคืนจะราบรื่นขึ้น การหายใจเพียงพอ ร่างกายก็ไม่ถูกสมองปลุกขึ้นมาหายใจเฮือกๆ กลางดึก ความอ่อนเพลียระหว่างวันจะลดลง และความเสี่ยงของโรค metabolic syndrome โรคหัวใจ และเส้นเลือดสมองตีบ ที่มักเกิดในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
กรณีที่แพทย์ตรวจพบการตีบแคบบริเวณใดของร่างกาย ถ้ารักษาได้ตรงจุด ก็จะสามารถลดอาการนอนกรนและโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นได้ เช่น
- การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ กรณีที่มีต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โต
- การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อน และโคนลิ้น กรณีที่มีมีเพดานอ่อนหย่อน ลิ้นไก่ยาว และโคนลิ้นใหญ่
- การผ่าตัดผนังกั้นจมูกคด กรณีที่มีการอุดกั้นจากผนังกั้นจมูกคด
- การจี้เทอร์บิเนตอันล่างในจมูกด้วยคลื่นเสียง (Radiofrequency ablation) เพื่อทำให้จมูกหายใจโล่งขึ้น
- การจี้เพดานอ่อนและโคนลิ้นด้วยคลื่นเสียง (Radiofrequency ablation) เพื่อให้เพดานอ่อนและโคนลิ้นกระชับขึ้น
- การผ่าตัดปรับโครงหน้า กรณีที่มีคางสั้น และขากรรไกรล่างถอยไปด้านหลัง
ในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกิน แนะนำให้ลดน้ำหนัก คุมอาหารอย่างถูกวิธี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถลดภาวะหย่อนและตีบแคบของทางเดินหายใจได้ เนื่องจากเมื่อสัดส่วนของกล้ามเนื้อมากขึ้นและสัดส่วนของไขมันลดลง จะทำให้ทางเดินหายใจเปิดได้ดีขึ้นด้วย บางรายที่น้ำหนักเกินเกณฑ์มาก ควรปรึกษาอายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อเพื่อช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก นอกจากนี้ การใช่บอลลูนกระเพาะ และการผ่าตัดกระเพาะ จะช่วยลดน้ำหนักได้ดีในรายที่มีภาวะอ้วนรุนแรง



