นับเป็นคู่รักตัวอย่างของวงการบันเทิงที่คบหาดูใจกันมาอย่างยาวนานถึง 13 ปี สำหรับพระเอกหนุ่ม “นิววงศกร ปรมัตถากร” และนางเอกสาวตาคม “นาวทิสานาฏ ศรศึก” ที่ล่าสุดทั้งคู่จูงมือกันมาเปิดใจผ่านรายการ คุยแซ่บshow ถึงมรสุมความรักที่ครั้งหนึ่งเคยเกือบจะกลายเป็นอดีต พร้อมอัปเดตไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคู่ในปัจจุบันที่ทำเอาหลายคนต้องทึ่ง

โดย นาว เผยว่า “เราคบกันมา 13 ปีแล้วค่ะ สำหรับเรื่องแต่งงาน ส่วนตัวของนาวไม่ได้คิดถึงเรื่องแต่งงาน คือไม่ได้มีภาพในหัวอยู่แล้วตั้งแต่เด็กแล้ว แต่คุยกับพี่นิวเอาไว้ว่า เราน่าจะถ่ายรูปพรีเวดดิ้งเก็บไว้ก่อนที่หน้าเราจะไปมากกว่านี้ หรือว่าแก่ไปแล้ว เราก็อยากเก็บรูปสวยๆ เอาไว้ ส่วนแพลนจะถ่ายพรีเวดดิ้งก็อยากถ่ายนะ แต่ว่ายังไม่ได้แพลนจริงจังว่าจะปีไหน หรือว่าจะที่ไหน หรือว่าจะยังไง แต่คิดเอาไว้ว่าเราน่าจะมีรูปสวยๆ เก็บเอาไว้บ้าง

ถามว่ามีพี่เลี้ยงออนไลน์ไหม แบบยังไม่ได้แต่งแต่ย้ายมาอยู่ด้วยกัน ก็เข้าใจค่ะ แต่เท่าที่เห็นยังไม่มีคอมเมนต์อะไรประมาณนี้เท่าไหร่ เพราะว่าบ้านหนูตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านเรียกว่าบ้านพี่นิว วงศกร หมดแล้ว ทั้งๆ ที่บ้านหนูอยู่มาตั้งแต่เกิด (นิว: เขาไม่ค่อยออกมาไง ผมจะชอบออกมาหน้าบ้าน มาทิ้งขยะ มารับของ)

แต่กว่าจะลงตัวแบบนี้ เราทั้งคู่เคยเลิกกันด้วย ตอนนั้นคบกันมา 10 ปีค่ะ ซึ่งหนูเป็นคนบอกเลิกเอง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หนูคิดเยอะในหลายเรื่อง เรื่องงาน สัญญาก็จะหมดด้วย แล้วมีแพลนตัดสินใจจะไปเรียนต่อ ทุกอย่างมัน toxic ไปหมดในความรู้สึกเรา ณ ตอนนั้น รู้สึกว่าเราหงุดหงิดง่ายด้วย แล้วพอเราหงุดหงิด เหมือนเราจะเอาอารมณ์ไปลงที่เขา นิดหน่อยก็รู้สึกหงุดหงิดรำคาญ แล้วเราเหมือนมาตกผลึกได้ว่าความเครียดของเราเหมือนเราไปทำร้ายเขา ตอนนั้นก็เลยแบบว่าอยากจะขออยู่คนเดียวสักพักหนึ่งจริงๆ เลย เพราะตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่เราคบกันมา เราไม่เคยทะเลาะกันแรงๆ ครั้งนี้ก็เหมือนแบบไม่ได้ทะเลาะน่ะค่ะ จับมือคุยเลย ว่าพี่หนูอยากอยู่คนเดียวจริงๆ เราห่างกันได้ไหม หรือว่าเราเลิกกันได้ไหม ทุกอย่างหนูพูดตรงหมดเลย ตามความรู้สึกจริงๆ

หลังจากที่แชทหนักขวาไป 3 เดือน แรกๆ มันค่อนข้างคลุมเครือมากๆ สำหรับความรู้สึกหนู ถ้าสมมติเขาตัดสินใจวันนั้นโอเคเลิก ทุกอย่างมันจบ แต่เขาดันมาทำทุกอย่างให้มันเหมือนเดิม แล้วด้วยความที่เราก็ไม่ได้มีใคร มันก็เลยบอกไม่ถูกว่าเราต้องรู้สึกยังไง มันก็เลยเป็นสถานะที่มันคลุมเครืออยู่ 3-4 เดือนเลย จนกระทั่งหนูต้องไปเรียนแล้ว หนูจะต้องจากเขาไปจริงๆ แล้ว มันก็ยังมีการคุยกัน เพราะเขายังต้องช่วยหนูดูเรื่องที่พัก เรื่องของการเรียน คือมันยังมีการคุยกันอยู่ แล้วตอนไปเรียนมีฝรั่งมาจีบด้วย ก็มีมาขอเบอร์ ชวนไปกินกาแฟ แต่ไม่ได้ตอบอะไรไปก็เดินหนีไปเลย ไม่ได้สานต่อ ไม่ได้อะไร วิ่งหนีไปเลย”

นิว เผยว่า “คู่เราไม่ได้โฟกัสวาเลนไทน์ แต่โฟกัสวันครบรอบครับ ซึ่งวันครบรอบก็วันที่ 21 เดือนนี้ครับ ครบรอบ 13 ปี ถามว่าจะมีเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานไหม ยังไม่มีครับ ยังไม่ได้เตรียมอะไร ถามว่ามุ่งมั่นสร้างครอบครัวมากกว่าการเซอร์ไพรส์เหรอ ผมว่ามันต้องควบคู่กันไป ไม่ใช่แบบว่าเรามัวแต่มุ่งมั่นสร้างครอบครัวหรือทำอย่างอื่นจนลืมที่จะเติมความรักให้กัน เซอร์ไพรส์มันก็เป็นส่วนสำคัญในชีวิตคู่เหมือนกันก็ต้องมีบ้าง

ส่วนเรื่องลูก ผมเคยคิดว่าอยากมี แต่ปัจจุบันนี้ความคิดเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้อยากมีแล้ว แล้วบังเอิญน้องก็ไม่ได้อยากมีเหมือนกัน เดิมทีอยากมี แต่ตอนนี้ไม่อยากมีเพราะตั้งแต่หลังโควิดมา แล้วก็สถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นหลายอย่าง ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มั่นใจที่จะเลี้ยงเด็กสักคนหนึ่ง ให้เขามีความสุขในยุคปัจจุบันนี้ได้ แต่ก็ไม่แน่ในอนาคตอาจจะเปลี่ยนความคิดไปตามสภาพแวดล้อมสังคมที่เราอยู่ ตอนนี้เราทั้งคู่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว ตั้งแต่น้องเรียนจบกลับมาผมก็ย้ายมาอยู่กับน้อง เพราะว่าเราทำสตูดิโอเป็นห้องทำขนม ทำไว้ที่บ้านน้อง มันก็เลยสะดวกกว่าที่ผมย้ายมาอยู่ที่นี่

ส่วนตอนที่เขาบอกเลิกเรา พอได้ยินแบบนั้น ผมเคยบอกเขาตั้งแต่ช่วงคบกันแรกๆ แล้วครับ ว่าวันหนึ่งเขาจะเริ่มรู้สึกว่าผมน่าเบื่อ เพราะว่าผมเหมือนเดิมในทุกวัน ถ้าวันใดที่เขารู้สึกแบบนั้น หนูเดินมาบอกพี่นะ แล้วเราก็มาคุยกัน แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ ถ้ามันเป็นแบบนั้นก็ลองให้เขาได้เลือกในทางที่เขาเดิน ผมรู้สึกว่าเรารักเขาก็จริง แต่เราไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตเขา เขามีสิทธิ์เลือกทางเดินของชีวิตเขาเอง เราก็เคารพในการตัดสินใจ ให้เขา 6 ชั่วโมง

ซึ่งเป็น 6 ชั่วโมงที่เป็นสูญญากาศ ผมก็ไปคิดจนตกผลึกได้ว่า การที่ผมมีเขา มันดีกว่าการที่ผมไม่มีแน่ๆ ผมมั่นใจแล้วว่าผมต้องการมีเขาอยู่ในชีวิต ผมก็เลยรู้สึกว่าถ้าเรามาคุยกับเขาใหม่ว่า ผมยังไม่ตกลงที่จะเลิกนะ แต่แล้วแต่เขา ถ้าเขายังรู้สึกแบบนั้นอยู่ ผมก็ก็จะปล่อยให้เขาอยู่ตรงนั้น ไม่ถาม ไม่เซ้าซี้ ไม่อะไรเลยครับ ปล่อยให้เขาได้อยู่กับความคิดเขาเอง จนแล้วแต่เขาว่าสุดท้ายเขาเลือกที่จะกลับมาหรือเลือกจะเดินจากไปก็แล้วแต่เขา แต่ผมอยู่ตรงนี้ คือ 6 ชั่วโมงนี้ผมกลับไปบอกว่าไม่เลือกที่จะเลิกครับ แต่หลังจากนั้น 3 เดือน ที่เขาอยู่ในช่วงสูญญากาศ

แต่เราก็เจอครับ ผมยังทำทุกอย่างเหมือนเดิม ยังไปหาเหมือนเดิม ยังคุยกับเขาเหมือนเดิม แต่เขาไม่คุยกับผม (นาว: คือหนูยังยืนยันอยู่ว่าหนูอยากอยู่คนเดียว หนูบอกเขาแบบนั้น) เป็นแบบแชทหนักขวาอยู่ 3 เดือน ผมไปคุยกับเขา เขาก็ไม่คุยกับผม ผมก็เลยคุยกับแม่เขาแทน ไปหาที่บ้าน ไปเล่นกับหมา คือยังทำทุกอย่างเหมือนเดิมในทุกๆ วัน เพราะคนที่บ้านไม่รู้เลยว่าเลิกกัน ตอนที่มีฝรั่งมาจีบนาว เราก็ทราบครับ จริงๆ ไม่ได้มีแค่ฝรั่งนะ มีชาติอื่นด้วย เขาก็เล่าให้ฟังหมด นี่ก็เลยเป็นสาเหตุที่เราบินไปหาเขาบ่อย แต่ผมตั้งใจว่าจะไปหาเขาอยู่แล้ว น้องไปเรียนอยู่ 2 ปีครับ บินไปน่าจะประมาณ 5-6 ครั้ง”