นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุด พบว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวได้ถึง 2.5% ส่งผลให้ภาพรวมจีดีพีทั้งปีเติบโตที่ 2.4% ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าสูงกว่าการคาดการณ์เดิมของกระทรวงการคลัง (สศค.) ที่มองไว้เพียง 1.8% และสูงกว่าช่วงที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหาร ซึ่งเคยมีการคาดการณ์ว่าอาจเติบโตเพียง 0.3% เท่านั้น
นอกจากนี้ ในเชิงของมูลค่าเม็ดเงิน รายได้ประชาชาติของไทยขยับขึ้นไปเกือบแตะระดับ 19 ล้านล้านบาท (ประมาณ 18.9 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 300,000 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสุดท้าย
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัวได้ดี มาจากการเติบโตใน 2 ส่วนหลัก คือ 1.การลงทุนรวมที่ขยายตัวสูงถึง 8.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่เร่งเบิกจ่ายจนเติบโตถึง 13% เป็นตัวนำให้การลงทุนภาคเอกชนโตตามมาที่ประมาณ 6% และปัจจัยนี้ ก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนจีดีพีในปีนี้เช่นกัน
2.การบริโภคภาคเอกชนที่เติบโต 3.3% ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับทุกไตรมาสในปีเดียวกัน ผลจากการดำเนินมาตรการ ควิก บิ๊ก วิน เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส, เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มกำลังซื้อให้ภาคประชาชน
นายเอกนิติกล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปีนี้ แม้กระทรวงการคลังจะคาดการณ์ไว้ที่ 2% แต่รัฐบาลแสดงความมั่นใจว่าด้วยโมเมนตั้มที่ส่งต่อมาจากปลายปีที่แล้ว จะสามารถผลักดันให้จีดีพีเติบโตได้ถึง 3% หรือ 3 พลัส โดยกลยุทธ์สำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายคือการสานต่อ ปลดล็อกการลงทุนผ่านมาตรการ บีโอไอ ฟาสต์ พาส เพื่อเร่งรัดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ให้ไหลเข้าสู่ระบบเร็วขึ้น
“ปี 69 คลังคาดว่าจะโต 2% แต่ผมเชื่อว่า วันนี้ ถ้าเราสร้างความเชื่อมั่นได้ต่อเนื่อง มีรัฐบาลได้เร็ว การลงทุนเริ่มมาที่ 8.1% ถ้าทำให้ต่อเนื่อง มั่นใจว่า 2% ถ้าจะเป็นขั้นต่ำ แต่จะทำได้ขนาดไหน จะมีปัจจัยภายนอกที่ผันผวนเยอะมาก ก็เป็นเรื่องท้าทาย”
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีความยั่งยืน นอกจากนี้ รัฐบาลจะรักษาเสถียรภาพทางการคลัง โดยปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังเกินดุลอยู่ที่ 3.1% ของจีดีพี และได้รับความเชื่อมั่นจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่างเอสแอนด์พี ที่ยืนยันถึงความแข็งแกร่งทางด้านการคลัง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่า ยังมีปัจจัยท้าทายจากภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับข้อมูลจากการประชุม เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
“รัฐบาลเปรียบสถานะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ว่า พ้นจากห้องไอซียูแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นร่างกายให้แข็งแรงเพื่อพร้อมจะ “วิ่ง” ได้เต็มศักยภาพต่อไป โดยเรารู้แล้วว่า เราเอาคนป่วยออกจากไอซียู แต่จะทำให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งได้อย่างไร เราก็ต้องออกกำลังกาย ทำร่างกายให้แข็งแรง ให้พร้อมวิ่งได้ ก็เป็นสิ่งสำคัญ”



