เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 ก.พ. ดร.นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี มอบหมายให้นายสมชาย ชินวานิชย์เจริญ เภสัชกรชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานการแพทย์แผนไทย นายธนกร คำหารพล สาธารณสุขอำเภอกุมภวาปี พร้อมคณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อสม. ต.ปะโค ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง โดยมี น.ส.กาญจนา เนาวะดี หรือ “กาน” อายุ 58 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ และเป็นภรรยาของผู้เสียชีวิต นำชี้จุดเกิดเหตุและให้ข้อมูลเพิ่มเติม

นายสมชาย ชินวานิชย์เจริญ หัวหน้ากลุ่มงานการแพทย์แผนไทย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบมีการดัดแปลงโอ่งที่ผิดหลัก และผู้ทำไม่มีความรู้เพียงพอ แม้ว่าสมุนไพรที่พบอยู่ในหม้อนึ่งจะไม่มีอันตราย เป็นสมุนไพรพื้นบ้านทั่วไปที่มีกลิ่นหอม เช่น ตะไคร้ ใบเตย แต่การเข้าไปอยู่ในพื้นที่จำกัดและไม่มีช่องระบายอากาศ ประกอบกับมีการใช้เตาอั้งโล่ที่ให้ความร้อนด้วยถ่าน ทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจ คล้ายกรณีการรมควันในรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลใบชันสูตรอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นเคสที่แทบไม่เคยพบมาก่อน จึงอยากเตือนให้ระมัดระวังการอบสมุนไพรลักษณะนี้

นายสมชาย กล่าวอีกว่า การอบสมุนไพรต้องระวังเรื่องการระบายอากาศ และไม่ควรอบนานเกินไป โดยต่อวันควรอบไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15 นาที และควรเว้นช่วงในการเข้าออก เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ร่างกายจะระบายความร้อนออกทางเหงื่อ
ส่วนการอบสมุนไพรในพื้นที่สาธารณะ ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้ความรู้อยู่เป็นประจำ โดยสถานที่ที่ดำเนินการต้องมีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง เนื่องจากมี พ.ร.บ.สถานประกอบการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพควบคุมอยู่ ต่อไปจะเพิ่มความถี่ในการให้ความรู้ในชุมชน และให้ความรู้ต่อสถานบริการต่าง ๆ ให้มากขึ้น พร้อมระบุว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ต้องมีการสูญเสียจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้าน น.ส.กาญจนา เล่าเพิ่มเติมว่า อยู่กินกับสามีได้ไม่ถึง 5 เดือน หวังว่าจะมีคนคอยดูแลกันยามแก่เฒ่า แต่กลับต้องมาสูญเสียสามีจากเหตุการณ์นี้ โดยสามีมีอาการปวดหลัง ปวดขา จากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และเป็นโรคสะเก็ดเงินด้วย ตนพาไปรักษาหลายแห่ง กระทั่งเมื่อสัปดาห์ก่อน สามีไปเปิดยูทูบดูวิธีดัดแปลงโอ่งเป็นที่อบสมุนไพร แล้วเริ่มเจาะโอ่งตั้งแต่นั้น

กระทั่งเมื่อวานนี้ ตอนเช้าสามีไปให้อาหารไก่แล้วเกิดอาการเหนื่อยหอบ เพราะร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว ตนจึงบอกให้ไปนั่งพักและดื่มน้ำให้หายเหนื่อย จากนั้นสามีเอ่ยชวนว่า “ถ้าจะไปก็มาเด้อ ป่ะไปด้วยกัน” แต่ตนบอกว่าไม่สบายจะกินยา แล้วเผลอหลับไป

เมื่อรู้สึกตัว ตนออกมารดน้ำผัก แต่ไม่เห็นสามีอยู่นาน จึงเดินไปที่โอ่ง เมื่อเปิดผ้าห่มออกก็พบสามีนอนหมดสติ ลิ้นจุกปาก จึงรีบยกเตาออกมา แต่ไม่สามารถอุ้มร่างสามีออกมาได้ จึงไปบอกเพื่อนบ้านให้มาช่วย

น.ส.กาญจนา กล่าวทั้งน้ำตาว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยห้ามแล้ว เพราะมองว่าไม่ค่อยได้มาตรฐาน และเตือนว่าอย่าทำเลย หากจะตัดโอ่งก็ตัดไปเลี้ยงปลาแทน หากอยากรักษาอาการก็จะพาไป แต่สามีไม่ฟัง พร้อมย้ำว่า หากตนเข้าไปอบพร้อมสามี ก็คงเสียชีวิตไปด้วยกันแน่นอน

หลังให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เสร็จเรียบร้อย น.ส.กาญจนา ได้ปิดบ้านและเดินทางไปยังบ้านของแม่ผู้ตาย ซึ่งอยู่หมู่บ้านใกล้เคียง และเป็นสถานที่ตั้งศพเพื่อบำเพ็ญกุศล เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าทางครอบครัวผู้ตายจะเก็บศพไว้กี่วัน หรือจะกำหนดพิธีฌาปนกิจเมื่อใด โดยต้องรอพูดคุยกับญาติอีกครั้ง