นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิด (Kick Off) “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” ภายใต้ความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมป่าไม้ และ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) มุ่งสร้างต้นแบบการป้องกันไฟป่าและลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน นำร่องโครงการฯ ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน บนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ.2569–2571)     

รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าว มุ่งเน้นการป้องกัน เฝ้าระวังไฟป่า และแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ตรงจุด โดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้ามาเป็นกลไกสำคัญของการป้องกันไฟป่าในระยะยาว และมีบทบาทในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า สนับสนุนอุปกรณ์ดับไฟป่า จัดตั้งจุดเฝ้าระวังไฟป่า ถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปเศษวัสดุจากธรรมชาติและการเกษตร เช่น กิ่งไม้และใบไม้แห้ง ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติในครัวเรือน ช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับครัวเรือนในชุมชน    

“ในนามจังหวัดลำพูน ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอแม่ทา ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำคัญของความร่วมมือในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” รองผู้ว่าฯลำพูน กล่าว

ด้าน นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ตระหนักและให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโครงการฯ ในครั้งนี้ นอกจากมุ่งเน้นป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 แล้ว สำคัญที่สุดคือ สร้างความร่วมมือและพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ด้วยการดึงการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นโมเดลส่งต่อความสำเร็จไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่ออากาศที่บริสุทธิ์และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน  

หนึ่งในกลไกสำคัญในการร่วมลด PM 2.5 คือ นโยบายการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ ที่ไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง โดยดำเนินระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จัดหาในประเทศไทยสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ถึงแปลงปลูก ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลพิกัดแปลงกับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม ทำให้สามารถติดตามและประเมินความเสี่ยงการเผาในพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ เพื่อส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุหลังเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน ไม่เผาแปลง เพื่อลดต้นเหตุการเกิดฝุ่น PM 2.5 และสร้างความมั่นใจแก่เกษตรกรว่าเพาะปลูกจะมีตลาดรองรับที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นธรรม