สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ว่า นายอับบาส อารักชี รมว.การต่างประเทศอิหร่าน กล่าวถึงผลการเจรจารอบที่สองในเดือนนี้ กับคณะผู้แทนของสหรัฐ นำโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ว่าการหารือครั้งนี้ “สร้างสรรค์กว่า” รอบที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงกว้าง ๆ ในชุดหลักการชี้นำ ซึ่งจะใช้เป็นฐาน สำหรับการเริ่มร่างเนื้อหาของข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม อิหร่านยังคงพยายามเรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรง รวมถึงคำสั่งห้ามนานาชาติซื้อน้ำมันจากอิหร่าน นอกจากนี้ รัฐบาลเตหะรานยืนกราน ให้จำกัดการหารือเฉพาะเรื่องนิวเคลียร์เท่านั้น ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันยังคงต้องการรวมเรื่องโครงการขีปนาวุธ และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคเข้าไปด้วย
U.S. and Iranian negotiators sat down for high-stakes talks Tuesday in Geneva, with a focus on Tehran's nuclear program. They come as the U.S. has surged aircraft carriers and warships into the region. https://t.co/LRZCK8OpUa pic.twitter.com/ejoZW8vR40
— CBS Evening News with Tony Dokoupil (@CBSEveningNews) February 18, 2026
ด้านนายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า แม้การเจรจาจะไปได้ด้วยดีในบางประเด็น อาทิ การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงว่า จะพบหารือกันอีก แต่รองผู้นำสหรัฐย้ำว่า อิหร่านยังไม่พร้อมยอมรับเงื่อนไขสำคัญที่ทรัมป์กำหนดไว้ และเน้นว่า สหรัฐสงวนสิทธิ์ที่จะยุติการดำเนินการทางการทูตหากเห็นว่า ถึงจุดที่ “ไปต่อไม่ได้แล้ว”
สำหรับการเจรจาซึ่งมีโอมานเป็นตัวกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ ที่สหรัฐจะใช้มาตรการทางทหารเข้าแทรกแซง เพื่อยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังรัฐบาลเตหะรานใช้มาตรการ “ขั้นเด็ดขาดที่สุด” ในการปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล
ขณะที่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคการปฏิวัติอิหร่าน เมื่อปี 2522 อเมริกาไม่เคยทำลายอิหร่านได้สำเร็จ ดังนั้น รัฐบาลวอชิงตันชุดปัจจุบันจะไม่มีทางทำสำเร็จเช่นกัน
เกี่ยวกับการที่กองเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ของสหรัฐ นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” และกำลังจะมีเรือ “ยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด” ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เข้าไปปฏิบัติการในน่านน้ำแถบตะวันออกกลาง คาเมเนอีกล่าวว่า “เรือรบถือเป็นอาวุธที่อันตรายอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่า คืออาวุธซึ่งสามารถจมเรือลำนั้นได้”.
เครดิตภาพ : AFP



