นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงใน “สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ช่วงเดือนรอมฎอน ปี 2569 โดยระบุว่า ก่อนเข้าสู่ห้วงเดือนรอมฎอนประมาณ 10 วัน ซึ่งเป็นช่วงถือศีลอด ได้เกิดเหตุความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง กลุ่มกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น ก่อเหตุวางระเบิดแสวงเครื่องในห้องน้ำสถานีบริการน้ำมัน ปตท. หลายแห่ง ใน อ.เมือง จ.ปัตตานี และ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส
ต่อมาในวันที่ 14–15 ก.พ. ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์และต่อเนื่องกับเทศกาลตรุษจีน ได้เกิดเหตุลอบวางระเบิดร้านค้าใน อ.ยี่งอ จำนวน 5 แห่ง และใน อ.ระแงะ อีก 3 แห่ง จ.นราธิวาส โดยเป้าหมายเป็นร้านค้าประเภทต่าง ๆ เช่น ร้านซ่อมรถ ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ร้านอาหาร ร้านค้าส่ง และซูเปอร์มาร์เก็ต
นอกจากนี้ ยังมีการแขวนป้ายผ้าและพ่นสีข้อความแบ่งแยกดินแดนในหลายอำเภอของ จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา ซึ่งสะท้อนเจตนาทำลายเศรษฐกิจ สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน รวมทั้งแสดงศักยภาพท้าทายเจ้าหน้าที่รัฐ
นายไชยยงค์เรียกร้องให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 แสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความล้มเหลวในการป้องกันเหตุ ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึง 4 อำเภอของ จ.สงขลา ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ประกอบการและประชาชน โดยเฉพาะกรณีวางระเบิดในห้องน้ำสถานีบริการน้ำมัน จนทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่กล้าใช้บริการ
พร้อมกันนี้ ได้เรียกร้องให้มีผู้รับผิดชอบตั้งแต่ระดับงานการข่าว ไปจนถึงผู้รับผิดชอบในพื้นที่ อาทิ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ (ผบ.ฉก.) นายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ (ผกก.) และปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านการข่าวและการป้องกันเหตุ
นายไชยยงค์ระบุว่า แม้จะเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน จึงอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การก่อเหตุยังเกิดขึ้นซ้ำซาก และการป้องกันเหตุยังไม่ประสบผลสำเร็จ
ท้ายที่สุด ได้เรียกร้องให้กองทัพและ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทบทวนแผนปฏิบัติการในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นช่วงที่บีอาร์เอ็นสั่งการให้กองกำลังติดอาวุธและแนวร่วมเร่งก่อเหตุ พร้อมทั้งปรับมาตรการป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้รับค่าตอบแทนเพิ่มในพื้นที่เสี่ยงภัย ดังนั้น ความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ควรเข้มข้นและมีประสิทธิภาพมากกว่าพื้นที่ปกติ พร้อมย้ำว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา “ไฟใต้” ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกฝ่ายลอยตัวเหนือปัญหา



