“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า จากการติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสัญญาที่ 3-4 งานโยธา ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด ระยะทาง 37.4 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 9,800 ล้านบาท โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะ (เฟส) ที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ที่มีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เป็นผู้รับจ้าง พบว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยผู้รับจ้างกลับมาทำงานกว่า 2 เดือนแล้ว หลังจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สั่งหยุดงาน จากเหตุเครนงานก่อสร้าง หล่นทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทาง สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี ช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569

รฟท. อนุญาตให้ผู้รับจ้างเข้าทำงานในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ได้ทั้งหมด ยกเว้นบริเวณจุดที่เกิดเหตุ ยังไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่ก่อสร้าง เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังเก็บหลักฐานต่างๆ ไม่แล้วเสร็จ ต้องรอให้กระบวนการต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสร็จสิ้น และสมบูรณ์ทั้งหมดก่อน จึงจะอนุญาตให้เข้าพื้นที่ก่อสร้างได้ อย่างไรก็ตามภาพรวมการก่อสร้างสัญญาที่ 3-4 ข้อมูล ณ วันที่ 25 มิ.ย. 2569 มีความคืบหน้า 99.97% เร็วกว่าแผน 1.26% เบื้องต้นคาดว่าหากสามารถอนุญาตให้ผู้รับจ้างเข้าพื้นที่ก่อสร้างในจุดเกิดเหตุได้ จะใช้เวลาอีกไม่เกิน 6 เดือน สัญญาที่ 3-4 จะแล้วเสร็จ 100%

สำหรับงานก่อสร้างสัญญาที่ 3-4 เหลืองานวางทางวิ่งยกระดับ(Elevated Railway) ประมาณ 17 span  ระยะทางประมาณ 900 เมตร ตามแผนงานจะแล้วเสร็จประมาณเดือน ต.ค. 2569 อย่างไรก็ตามก่อนที่จะให้ผู้รับจ้างกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง รฟท. รวมทั้งกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้มีการตรวจเช็กความพร้อมของผู้รับจ้างทุกด้าน โดยเฉพาะอุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้าง รวมทั้งมาตรการต่างๆ ที่ให้จัดทำเพิ่มเติม อาทิ การติดตั้ง CCTV และการติดตั้งเซ็นเซอร์ ระบบตรวจสอบ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด และเกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีเหตุอันตรายเกิดขึ้นอีก

ปัจจุบัน รฟท. ให้บริการเดินขบวนรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านจุดที่เกิดเหตุตามปกติ แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด มีแผนเตรียมจัดทำทางเบี่ยงเส้นทางรถไฟที่อยู่ใต้แนวการก่อสร้างไปอยู่ด้านข้าง ห่างออกไปจากรางเดิม ระยะทางยาวประมาณ 600 เมตร ชั่วคราวด้วย และเมื่อการก่อสร้างสัญญาที่ 3-4 แล้วเสร็จ จะกลับมาใช้ทางเดิมต่อไป ทั้งนี้ รฟท. ยังคงกำชับมาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.งานก่อสร้างที่มีความเสี่ยงต้องทำเฉพาะช่วงปิดทาง และช่วงว่างจากการเดินรถ 

2.การตรวจพื้นที่ และจัดทำบันทึกพิจารณาร่วมของทุกฝ่ายก่อนเริ่มงาน 3.การจัดเจ้าหน้าที่ประจำต้นทาง-ปลายทาง และพนักงานเฝ้าระวัง (Lookout Man) 4.การหยุดกิจกรรมก่อสร้างทันทีเมื่อมีการเปิดทางให้ขบวนรถผ่าน 5.การกำกับควบคุมผู้รับจ้าง โดยฝ่ายเจ้าของโครงการอย่างเคร่งครัด และ 6.กำหนดความเร็วขบวนรถ และติดตั้งป้ายเตือนในพื้นที่ก่อสร้างอย่างครบถ้วน.