วันที่ 27 ก.ค. 69 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ระบุถึงความคืบหน้าในการรับมือมาตรการภาษีสหรัฐ ตามมาตรา 301 ที่เรียกเก็บจากไทย 12.5% ว่า รัฐบาลพร้อมดำเนินการในเรื่องนี้ทุกมิติ โดยแนวทางรับมือและแก้ไขปัญหามี 4 แนวทางสำคัญ โดยเฉพาะการเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือเออาร์ที ที่ยังค้างคาอยู่ให้จบโดยเร็ว เพราะเป็นปัจจัยชี้ขาดอัตราภาษีในอนาคตว่าไทยจะได้อัตราภาษีตามที่ 19% ตามที่เคยตกลงกันไว้ หรือต้องกลับไปเจอกับอัตราภาษีสูงถึง 36% ตามที่สหรัฐ เคยประกาศไว้ช่วงต้น ขณะเดียวกันจะเร่งผลักดันกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ ซึ่งจะพยายามผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
นอกจากนี้จะดำเนินการตามข้อตกลงเดิมตั้งแต่เดือน ส.ค. 68 ในการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐให้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของพลังงาน เครื่องบินหรือสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่มีการผลิตในประเทศหรือผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศเพื่อลดการเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐ คืออะไรที่เจรจาไว้หรือทำข้อตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ก็เดินตามข้อตกลง ขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนการลงทุนใหม่ ๆ ในสหรัฐ ทั้งในโครงการพลังงาน และพืชเกษตร ที่เวลานี้ภาคเอกชนไทยอย่าง บมจ.บ้านปู และเครือซีพี ได้ประกาศการลงทุนไปแล้ว

[ ชี้ชัดทีมไทยแลนด์ที่แท้จริง ]
นางศุภจี ระบุว่า “การทำงานในครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นการทำงานในรูปแบบของทีมไทยแลนด์อย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่เพียงแค่กระทรวงพาณิชย์เท่านั้นที่เดินหน้าเจรจากับสหรัฐ ยังมีกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม หรือแม้แต่ภาคเอกชนเอง ต่างเดินหน้าเจรจากับสหรัฐในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าทีมไทยแลนด์ได้ร่วมมือร่วมใจกันทำงานกันอย่างเต็มที่”
[ นายกฯ ไฟเขียวแผนรับมือ ]
รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ บอกด้วยว่า การดำเนินงานทั้งหมดนี้ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว และก็เห็นด้วยทุกอย่างและให้สิทธิในการเจรจาโดยห้ามเกินเส้นแดงของเรา บางประเทศอาจยอมไปหมดเพื่อให้จบไปก่อนแล้วค่อยไปว่ากันในภายหลัง แต่ในไทยภาคประชาชนแรงมาก ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะยอมแบบนั้นได้
อย่างไรก็ตามในเรื่องของอัตราภาษี 12.5% เกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับนั้น ทางสหรัฐยังไม่ได้เก็บในทันที เพราะจะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ก่อน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือใครก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่ายูเอสทีอาร์จะทำได้ 100% เพียงแต่มีหน้าที่รวบรวมความเห็นจากประเทศที่ถูกไต่สวน เช่น ไทย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ รวบรวมนำเสนอประธานาธิบดี นำเสนอสภาคองเกรส แล้วจึงกำหนดอัตราที่ชัดเจนต่อไป
[ เล็งเดินหน้าเจรจายูเอสทีอาร์ต่อ ]
ส่วนประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินนั้น ปัจจุบันสหรัฐ ยังไม่มีการประกาศผลออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ฝ่ายไทยได้เดินทางไปชี้แจงข้อเท็จจริงต่อยูเอสทีอาร์ ตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. 69 และอีกครั้งในช่วงวันที่ 13-15 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีข้อมูลเชิงสถิติยืนยันว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์จากยาง รวมถึงเครื่องจักรอุปกรณ์ของไทยมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 75-95% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 60% ที่ถูกตั้งข้อสงสัย โดยยูเอสทีอาร์ก็ยอมรับข้อมูลของไทย แม้ไม่มั่นใจว่าผลการพิจารณาสุดท้ายจะออกมาในทิศทางใด โดยต้องเดินทางไปหารือร่วมกับยูเอสทีอาร์อีกครั้งก่อน ที่จะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการต่อไป
นางศุภจี เผยว่า สำหรับการเดินทางไปเจรจากับสหรัฐ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้พบและเจรจากับฝ่ายนโยบายระดับสูงของสหรัฐ เพื่อยืนยันความตั้งใจของไทยในการลดการขาดดุลการค้าตามข้อตกลงเดิม พร้อมนำข้อมูลการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐที่มีมูลค่าประมาณ 19.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.48 แสนล้านบาท และแผนการลงทุนเพิ่มเติมอีกเกือบ 20 รายไปนำเสนอ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยมีส่วนช่วยสร้างงานและรายได้ให้กับสหรัฐเช่นกัน
ทั้งนี้ ยืนยันว่าไทยเหมือนมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย ซึ่งไทยกับสหรัฐมีหลายเรื่องที่น่าจะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันได้มากกว่า โดยไทยพยายามบอกว่าบริบทและกฎหมายภายในต่างกัน จะมีจุดที่ไม่ยอมในบางเรื่องแต่บางเรื่องก็สามารถผ่อนปรนได้ และการเจรจาทั้งหมดก็ตั้งอยู่ในเงื่อนไขที่เป็นที่ตกลงกันได้ทั้งคู่ ส่วนหนึ่งก็มีเรื่องความมั่นคง หรือสินค้าเกษตร

[ ย้อนไทม์ไลน์ภาษีสหรัฐ ]
นางศุภจี ย้อนไทม์ไลน์ภาษีสหรัฐให้เห็นชัดเจนด้วยว่า ย้อนกลับไปเมื่อเดือน เม.ย. 68 สหรัฐได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA จัดอันดับประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า โดยไทยอยู่อันดับที่ 11 และถูกตั้งเป้าเก็บภาษี 36% นำไปสู่การเจรจาจนเคาะตัวเลขลงมาอยู่ที่ 19% เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 68 โดยมีเงื่อนไขให้ต้องเจรจาเออาร์ที และเอกสารแนบท้าย Annex III หรือบัญชีรายชื่อสินค้าที่อาจได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนมาตรการภาษีนำเข้าต่างตอบแทนให้เสร็จสิ้น แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีเวลาจำกัด ทำให้รายละเอียดการเจรจายังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
ต่อมาจนถึงเดือน ก.พ. 69 ศาลสูงสุดสหรัฐ มีคำวินิจฉัยว่าการใช้กฎหมาย IEEPA เก็บภาษีของประธานาธิบดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย สหรัฐจึงเปลี่ยนมาใช้มาตรา 122 เก็บภาษี 10% เท่ากันทุกประเทศชั่วคราว 150 วัน ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา และส่งไม้ต่อให้การใช้กลไกตามมาตรา 301 ที่ต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยไทยถูกไต่สวนใน 2 ประเด็นหลัก คือ แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน



