เมื่อเวลา 09.19 น. วันที่ 26 ส.ค. 69 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ที่ประชุมรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. 2569
ที่ประชุมพิจารณาเรื่องด่วน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงถึงการเสนอร่าง พ.ร.ก.กู้เงินต่อสภาผู้แทนราษฎร ว่า เหตุผลและความจำเป็นการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีดังนี้ 1.สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง เป็นวิกฤติพลังงานโลก ต่างจากวิกฤติการณ์ในอดีตที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันห้ามส่งออกน้ำมัน จำกัดการผลิต การส่งออกน้ำมัน แม้น้ำมันตลาดโลกขาดแคลน แต่ไม่มีการทำลายคลังน้ำมัน แก๊ส ท่าเรือขนส่งน้ำมัน ไม่ปิดเส้นทางเดินเรือ ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันในโลกยังเท่าเดิม ทำให้น้ำมันมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำมันจากแหล่งอื่นไม่สามารถผลิตทดแทนปริมาณที่ขาดหายไปได้ ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน
2. ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง 50% เมื่อเกิดสถานการณ์ขัดแย้ง จึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ขณะที่โครงสร้างการผลิตสินค้าและบริการ การคมนาคมของไทยยังเป็นปิโตรเลียมเบส ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในกระบวนการผลิต การใช้พลังงานทดแทนอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลน จึงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า บริการ ขนส่ง
วิกฤติปากท้องไม่ได้มารอบเดียว แต่จะมีผลกระทบต่อเนื่องหลายระลอกทั้งจาก 1.ความตื่นตระหนก 2.ราคาพลังงานฟอสซิลสูงขึ้น 3.ต้นทุนอาหารสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น 4.ค่าครองชีพประชาชนปรับตัวสูงขึ้น 5.กำลังซื้อประชาชนลดลง แต่รายได้เท่าเดิม เพิ่มความเสี่ยงระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจตกต่ำ หากยังปล่อยให้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรง ยากต่อการแก้ไข สถานการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไม่สามารถคาดการณ์ได้จะสิ้นสุดเมื่อใด น่าจะใช้เวลาหลายปีกว่าการผลิต การส่งออกน้ำมันกลับสู่สภาพเดิม หรืออาจเป็นไปไม่ได้จะกลับไปเหมือนเดิม เพราะประเทศไทยต้องพึ่งพานำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศเกือบ 50%
หากไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเหล่านี้ อาจต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องนี้ ห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงานจะได้รับผลกระทบรุนแรงวิกฤติครั้งนี้ซ้อนกันหลายระลอก ต้องรับมือเร่งด่วน จำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจประเทศ เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้ เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด ไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ครม. มีมติเห็นชอบการใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน งบรายจ่ายปี 2569 จำนวน 9.9 หมื่นล้านบาท ในการแก้ไขเยียวยาผลกระทบภัยพิบัติในหลายพื้นที่ แก้ปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน มีไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายในวิกฤติครั้งนี้ ที่มีความต้องการใช้จ่ายเรื่องจำเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติมอีก 1.4 แสนล้านบาท ขณะนี้งบรายจ่ายปี 2569 ใช้ไปแล้ว 2 ไตรมาส หรือ 27% ยังต้องใช้ไตรมาส 3-4 อีก คาดว่างบจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย จะไม่เพียงพอต่อความต้องการแก้วิกฤติพลังงาน ขณะที่การจัดเก็บรายได้มีความไม่แน่นอนสูง และตาม พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ คงเหลือกรอบวงเงินกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุล เพียง 1.7 พันล้านบาท ไม่เพียงพอดำเนินมาตรการช่วยผู้ได้รับผลกระทบวิกฤติพลังงาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า อีกทั้งการใช้งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ไม่สามารถทำได้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะจะมีผลบังคับใช้เดือน ต.ค. 69 นี้ และถูกจัดสรรไปรองรับภารกิจพื้นฐานเพื่อพัฒนาประเทศ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการคลังรูปแบบอื่น ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ครบถ้วน อาจก่อความเสียหาย ยากต่อการแก้ไขภายหลัง หาก พ.ร.ก.เงินกู้ไม่ถูกตราขึ้นได้ทันสถานการณ์ อาจส่งผลให้วิกฤติยืดเยื้อ ส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอื่นตามมา ในช่วงต้นปี 2569 รัฐบาลทำทุกวิถีทาง แต่การออกเงินกู้เป็นทางเลือกสุดท้าย
“ขอย้ำให้มั่นใจว่า รัฐบาลสามารถบริหารจัดการหนี้ ไม่ให้เกินเพดาน 70% ส่วนแนวทางกู้เงินเบื้องต้นคือ หาแหล่งเงินกู้ในประเทศ การชำระหนี้ กระทรวงการคลัง วางแผนเป็นระบบ กระจายความเสี่ยง ต้นทุนกู้เงินเหมาะสมต่อการชำระหนี้ได้ทั้งต้นและดอก คำนึงถึงกรอบวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลจะใช้เงินกู้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ตามความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อนงบประมาณแหล่งอื่น กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ 5 ด้าน คือ ตรงจุด เร่งรัดเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โปร่งใสตรวจสอบได้ และขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน ใช้งบสร้างคุณค่าสูงสุดกับประเทศ ยืนยันวิกฤติพลังงานเป็นวิกฤติร้ายแรง ต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศ อย่างจำเป็นเร่งด่วน” นายกรัฐมนตรี กล่าว



