เมื่อวันที่ 24 ส.ค. นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อความไม่สงบของกองกำลังติดอาวุธขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น ที่ก่อเหตุวางระเบิดและวางเพลิงสถานที่ราชการ โรงงาน เครื่องจักรผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงเส้นทางรถไฟ รวม 51 จุด ในเกือบทุกอำเภอของ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค. และเมื่อคืนวันที่ 23 ส.ค. ว่า แม้ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 จะประกาศยกระดับการป้องกันเหตุขั้นสูงสุด แต่ปรากฏว่ากองกำลังติดอาวุธยังสามารถปฏิบัติการวางระเบิดและวางเพลิงเผารถดับเพลิงและรถบรรทุกขยะของเทศบาลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี จนได้รับความเสียหายยับเยิน

นายไชยยงค์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนการปฏิบัติการ “ตบหน้า” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพราะเป็นการปฏิบัติการที่ไม่เห็นเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในสายตา สะท้อนให้เห็นว่าวันนี้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเผชิญภาวะรัฐล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ กองกำลังบีอาร์เอ็นได้ก่อเหตุยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย และจนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ ขณะเดียวกันยังปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ในคืนเดียวถึง 51 จุด

นายไชยยงค์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในงานการข่าว ความผิดพลาดในงานป้องกันและรักษาความสงบของกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างสิ้นเชิง โดยเจ้าหน้าที่ทุกชุดปฏิบัติการไม่สามารถเข้าถึงข่าวสารและความเคลื่อนไหวของแนวร่วมในพื้นที่ ไม่สามารถเข้าถึงมวลชน และไม่ได้สร้างมวลชนในพื้นที่เพื่อเป็นแหล่งข่าว อีกทั้งชุดปฏิบัติการในพื้นที่ไม่มีขีดความสามารถในการจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของกองกำลังติดอาวุธและแนวร่วมในพื้นที่

“กองกำลังติดอาวุธมีเส้นทางหลักและเส้นทางรองในการเข้าปฏิบัติการต่อเป้าหมาย และหลังการปฏิบัติการก็สามารถถอนตัวหลบหนีได้อย่างปลอดภัย โดยที่จุดตรวจและจุดสกัดที่มีอยู่ไม่สามารถสกัดหรือจับกุมคนร้ายได้เลย” นายไชยยงค์ กล่าว

นายไชยยงค์ กล่าวว่า ทั้งหมดคือความล้มเหลวที่หน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งการป้องกันเหตุที่ไม่สามารถทำได้ และหลังเกิดเหตุก็ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

“วันนี้ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการฟังคำแก้ตัว และไม่ต้องการฟังคำว่า มีการสั่งการให้ยกระดับการรักษาความปลอดภัย หรือรับมือสถานการณ์ความไม่สงบ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยทำได้จริง วันนี้ประชาชนต้องการเห็นการออกมารับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และต้องการทราบว่าจะแก้ไขความล้มเหลวที่เกิดขึ้นอย่างไร” นายไชยยงค์ กล่าว

นายไชยยงค์ ยังตั้งคำถามถึงนโยบายการนำกำลังจากกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 3 เข้ามาแทนที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 4 ว่า เป็นนโยบายที่จะแก้ปัญหาความไม่สงบให้ลดน้อยลง หรือเป็นการสร้างปัญหาให้เกิดความไม่สงบมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดความแตกแยกในกองทัพภาคที่ 4 จนกลายเป็นช่องว่างให้กองกำลังบีอาร์เอ็นฉวยโอกาสก่อเหตุเพิ่มขึ้นหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมารับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เลวร้ายลงทุกขณะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายไชยยงค์ กล่าวถึงกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ว่า รับรู้ล่วงหน้ามา 2 เดือนว่าบีอาร์เอ็นจะก่อเหตุครั้งใหญ่ว่า คำถามจากประชาชนคือ เมื่อรู้ล่วงหน้าแล้ว เหตุใดจึงไม่สามารถป้องกันเหตุได้ และการรู้ล่วงหน้าจะมีประโยชน์อะไร หากไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ป้องกันเหตุได้

“นี่คือการแสดงให้เห็นว่ามีการข่าวเชิงกว้าง แต่ไม่มีการข่าวเชิงลึก การป้องกันจึงล้มเหลว และเป็นการแสดงให้เห็นถึงการไร้ประสิทธิภาพของผู้นำอย่างชัดเจน” นายไชยยงค์ กล่าว