เมื่อวันที่ 25 ส.ค.69 นายศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามกรณี iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน นำข้อมูลที่อ้างเป็นส่วนหนึ่งของสำนวน DSI และ กกต. มาเผยแพร่ ชี้ต้องตอบให้ชัดเอกสารมาจากไหน ใครรับรองความถูกต้อง เหตุใดให้น้ำหนักสำนวนชุดที่ 26 แต่ไม่พูดถึงความเห็นชุดที่ 36 พร้อมย้ำ “ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา” ต้องใช้พยานหลักฐานและมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย โดยมีเนื้อหาดังนี้
คดีฮั้ว สว. : เปิดสำนวนด้านเดียว แล้วให้สังคมพิพากษาได้หรือ?
ขณะนี้ iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน ได้นำข้อมูลที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของ สำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนวนคณะพนักงานสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. มาเผยแพร่และใช้ประกอบการกล่าวหาบุคคลจำนวนมาก รวมถึง ส.ส. และบุคคลในพรรคภูมิใจไทย
ผมเห็นว่ามีคำถามสำคัญที่สังคมควรได้รับคำตอบ
ประการแรก เอกสารเหล่านี้มาจากไหน?
หากเป็นเอกสารจากสำนวนจริง ต้องตอบให้ได้ว่า ใครเป็นผู้นำออกมา เปิดเผยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเอกสารครบถ้วนหรือเพียงบางส่วน และใครเป็นผู้รับรองความถูกต้อง
ยิ่งมีกรณีที่ DSI เข้าแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับการนำเอกสารลับในสำนวนออกมาเปิดเผย ยิ่งทำให้คำถามเรื่อง “ที่มาของเอกสาร” ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ประการที่สอง สำนวนสอบสวนไม่ใช่คำพิพากษา
มีการนำข้อมูลจากสำนวนมาสร้างภาพเสมือนว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 229 คน กระทำความผิดร่วมกัน ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นมีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แตกต่างกัน หลายคนไม่ได้รู้จักหรือทำกิจกรรมร่วมกัน
โดยเฉพาะในส่วนของ ส.ส. และบุคคลในพรรคภูมิใจไทย ต้องถามตรง ๆ ว่า มีพยานหลักฐานเฉพาะตัวอะไรที่พิสูจน์ว่าบุคคลแต่ละคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.?
DSI สอบสวนเรื่องนี้มาเป็นเวลาหลายเดือน ทั้งประเด็นฟอกเงิน อั้งยี่ และซ่องโจร มีการตรวจสอบพยานบุคคล ข้อมูลการติดต่อและเส้นทางการเงิน แต่เมื่อส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ DSI ไม่ได้เสนอให้ดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 229 คน และตามข้อมูลที่ปรากฏ ไม่มี ส.ส. พรรคภูมิใจไทยถูกเสนอส่งฟ้องในส่วนดังกล่าว
ต่อมาสำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งสำนวนกลับมายัง DSI โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการต้องรอผลการวินิจฉัยของ กกต. ในความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว.
ดังนั้น สิ่งที่ชัดเจนอย่างน้อยคือ กระบวนการยังไม่ได้จบลงด้วยคำสั่งฟ้องหรือคำพิพากษาว่าบุคคลทั้ง 229 คนกระทำความผิด
ประการที่สาม ทำไมพูดถึงชุดที่ 26 แต่ไม่พูดถึงชุดที่ 36 ให้ครบถ้วน?
มีการหยิบความเห็นของ คณะพนักงานสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต. และ DSI ร่วมกันทำงาน มาเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยเน้นข้อเสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกร้องจำนวนมาก
แต่หลังจากนั้น กกต. ยังมี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ทำหน้าที่กลั่นกรองสำนวนและพยานหลักฐานที่มีรายงานว่ามีเกือบ 80,000 แผ่น
และมีข้อมูลว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 มีความเห็นเสียงข้างมาก แตกต่างจากชุดที่ 26 ในสาระสำคัญบางประการ โดยเห็นว่าต้องพิจารณาความรับผิดของผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด
ถ้าเช่นนั้น คำถามคือ
ทำไม iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน จึงให้น้ำหนักกับสำนวนชุดที่ 26 แต่ไม่เสนอเหตุผลและความเห็นของชุดที่ 36 ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างรอบด้าน?
และมีอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม
กลุ่มบุคคลบางส่วนที่ออกมา
กล่าวหาผู้อื่นในวันนี้ เคยมีบทบาทรณรงค์เกี่ยวกับการเลือก สว. และจัดกิจกรรมที่มีผู้สมัครหรือผู้สนใจสมัคร สว. เข้าร่วมด้วย
การจัดกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้แปลว่าเป็นความผิดโดยตัวมันเอง แต่เมื่อกำลังกล่าวหากิจกรรมของผู้อื่นว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งหรือฮั้วเลือก สว. ก็ย่อมต้องตอบว่า
กิจกรรมของตนแตกต่างจากกิจกรรมที่กำลังกล่าวหาผู้อื่นอย่างไร?
ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย และต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานว่า ใครทำอะไร กับใคร เมื่อใด มีการตกลงเรื่องการลงคะแนนหรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างไร ไม่ใช่อาศัยเพียงความสัมพันธ์ทางการเมืองแล้วสรุปว่าทุกคนร่วมกระทำผิด
ผมจึงมีคำถามถึง iLaw คณะก้าวหน้า และพรรคประชาชน ว่า
เอกสารที่นำมาเปิดเผยมาจากไหน?
ใครรับรองว่าเป็นเอกสารจริงและครบถ้วน?
เหตุใดจึงนำเสนอความเห็นของชุดที่ 26 แต่ไม่เสนอความเห็นของชุดที่ 36 อย่างเท่าเทียม?
และเหตุใดจึงนำข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนมาสร้างภาพเสมือนเป็นข้อยุติว่าบุคคลเหล่านั้นกระทำความผิดแล้ว?
การตรวจสอบเป็นสิทธิและเป็นเรื่องสำคัญในระบอบประชาธิปไตย แต่ การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน และต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
อย่าเลือกเฉพาะสำนวนที่สนับสนุนข้อกล่าวหาของตน
อย่าทำให้ “ข้อกล่าวหา” กลายเป็น “คำพิพากษา”
และอย่าเรียกร้องความโปร่งใสจากคนอื่น หากตนเองยังตอบไม่ได้ว่า เอกสารลับจากสำนวนของรัฐที่นำมาเปิดเผยนั้น ได้มาอย่างไรและจากใคร
หลักนิติธรรมไม่ได้เลือกข้าง และความยุติธรรมไม่ควรเกิดจากการเปิดสำนวนเพียงด้านเดียวแล้วให้สังคมพิพากษาแทนองค์กรที่กฎหมายให้อำนาจ.



