วันนี้ (25 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กรณีของหญิงวัย 31 ปี จากมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ต้องเผชิญกับภาวะสมองเสียหายอย่างรุนแรงและอาจจะไม่ได้กลับมาเดินได้ตามปกติอีกเลยตลอดชีวิต หลังจากพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีสุดโต่งอย่างการดื่มเพียงแค่น้ำเปล่าติดต่อกันนาน 15 วัน แม้เธอจะสามารถลดน้ำหนักจาก 70 กิโลกรัมลงมาเหลือ 50 กิโลกรัมได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับความสูง 160 เซนติเมตร แต่ผลลัพธ์ที่ตามกลับมานั้นรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดปัญหาด้านการเดินและรบกวนสมองด้านความจำอย่างหนัก
ซุนกุ้ยเฟิง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทจากโรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยเจิ้งโจว ระบุว่า คนไข้รายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภาวะผิดปกติทางสมองชนิดเวอร์นิกเก ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินที่จำเป็นและกรดโฟลิกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการสับสน สูญเสียการทรงตัว ดวงตาเคลื่อนไหวผิดปกติ และความจำเสื่อมถอย
นายแพทย์ซุนสังเกตเห็นว่า ผู้ป่วยหญิงรายนี้มีลักษณะการเดินคล้ายกับท่าเดินของนกเพนกวิน ซึ่งแพทย์เตือนว่าอาการเดินผิดปกตินี้อาจกลายเป็นความพิการที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้
จากการสอบถาม คนไข้เปิดเผยว่าเธอใช้วิธีการอดอาหารที่เรียกว่า “ปี้กู่” หรือศาสตร์การอดอาหารตามแนวคิดของลัทธิเต๋าโบราณที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการรับพลังงาน “ชี่” จากจักรวาลโดยไม่ต้องพึ่งพาอาหาร
แม้ว่าศาสตร์นี้จะได้รับความนิยมอย่างมากในโลกออนไลน์ของจีนจนมีผู้เข้าชมแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องหลายร้อยล้านครั้ง มีผู้อวดอ้างว่า สามารถลดน้ำหนักได้เป็นสิบกิโลกรัม โดยดื่มแต่น้ำเปล่าและวิตามินในเวลาเพียงเดือนเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดื่มแต่น้ำเปล่าเป็นเวลานานกลับก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
ก่อนหน้านี้ มีกรณีผู้เสียชีวิตหลังอดอาหารนาน 52 วัน จนเกิดภาวะสมองเสื่อม และอีกรายหนึ่งก็ป่วยจากการติดเชื้อในกระแสเลือดด้วยวิธีอดอาหารแบบปี้กู่ ก่อให้เกิดกระแสแบนคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับวิธีอดอาหารแบบนี้ ขณะที่ชาวเน็ตบางคนชี้ว่า การอดอาหารสุดโต่งเช่นนี้ไม่ใช่วิถีแห่งวัฒนธรรมโบราณ แต่เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : scmp.com
เครดิตภาพ : Engin Akyurt from Pixabay



