ไทม์ไลน์รัฐบาลเป็นอย่างไร เอาที่ตามกรอบเวลา (แต่ทำเร็วขึ้นได้) เพจเฟซบุ๊กสถาบันพระปกเกล้า คาดการณ์ว่า ช่วงระหว่างเดือน ก.พ. จนถึงเดือน เม.ย. 2569 จะเป็นช่วง กกต. พิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 60 วัน ตามกรอบที่กฎหมายกำหนด ภายในวันที่ 9 เม.ย. 2569 จะต้องรับรองผลการเลือกตั้งอย่างน้อย 95% และคาดการณ์ว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 จะเข้ารายงานตัวได้ในช่วงวันที่ 10-16 เม.ย. 2569 จากนั้น เข้าสู่วาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าจะเป็นช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์
ต้นเดือน พ.ค. 2569 ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะนัดวันประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ในช่วงเดือน พ.ค.–มิ.ย. 2569 จะเป็นช่วงของการจัดตั้ง ครม. นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ช่วงเวลาที่ ครม.ใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน โดยไม่มีกำหนดเงื่อนไขเวลา และคาดการณ์ว่าช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2569 นี้ รัฐบาลใหม่จะเริ่มแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใน 15 วันนับจากวันที่เข้ารับตำแหน่ง
สำหรับเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคกล้าธรรมจะประชุม สส. 19 ก.พ.นี้ ก่อนที่ตนจะเดินทางไปเที่ยวยุโรป ตอนนี้สมองคิดถึงแต่เรื่องแสงเหนือ ไม่ได้คิดเรื่องอื่น ที่ว่ากล้าธรรมไม่ร่วมรัฐบาลมาจากสื่อมวลชน ไปได้ยินมาจากแหล่งข่าวคนไหนก็ไม่ทราบ แต่สำหรับตนอยู่ในที่ตั้ง มันเร็วเกินไปถ้าจะพูดมาก โดยที่ไม่เห็นรูปร่างของ สส. โดยเฉพาะบัญชีรายชื่อก็ยังไม่นิ่ง ไม่ว่าจะไวหรือช้า ก็ยังมีรัฐบาลคอยบริหารบ้านเมือง
“ผมไปยุโรปทุกปีในช่วงนี้เป็นการพักผ่อน แต่การประชุมพรรคในวันที่ 19 ก.พ.นี้ เป็นการแสดงความยินดีกับคนที่สอบผ่านและผมต้องพบกับสมาชิกพรรคแถว 2-3 ทุกคน เพราะไม่ใช่สอบไม่ผ่านแล้วทิ้งเลย เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ใช่สไตล์ผม ยืนยันว่ายังไม่ได้คุยเรื่องการร่วมรัฐบาล เพราะขณะนี้ยังอยู่ในช่วงบรรยากาศการเลือกตั้ง”
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า ได้เฝ้าติดตามและสอบถามคนรู้จักที่อยู่ในวงการและมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการเลือกตั้ง ยอมรับขณะนี้กังวลในเรื่องการรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต. มากกว่าการพูดคุยจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีความหมิ่นเหม่ว่าจะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้ตั้งสมมุติฐานว่า หากการเลือกตั้งที่ผ่านมา เกิดโมฆะไม่สามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้จะยิ่งสร้างความโกลาหล แล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที ซึ่งพรรคกล้าธรรมมีความพร้อม หากจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่หากจะต้องมีการนับคะแนนใหม่มันเสียเวลา
“หากสังเกตแววตาของผมก็จะรู้ว่าไม่ได้กังวลการร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่กังวลผลการเลือกตั้งมากกว่า ส่วนกรณีที่ กกต. มีมติให้ลงคะแนนใหม่ในเขตพื้นที่บ้านเกิดของผม คือพะเยาเขต 1 นั้นไม่มีเรื่องต้องกังวลอะไร ยังคุยกันอยู่ว่าหากมีการนับคะแนนในเขตอื่นก็อาจจะได้ สส. เพิ่มอีกหลายเขต และการประชุมพรรคในวันที่ 19 ก.พ.นี้” ผู้กองกล่าวด้วยว่า วันที่ 19 ก.พ.หลังประชุมพรรคกล้าธรรมคงปิดทุกเบอร์ เพราะว่าไปอยู่ยุโรปแล้ว
เป็นเรื่องน่าสนใจที่ผู้กองไม่หวั่นท้าให้เลือกตั้งใหม่ เกิดเป็นไปดังปากพูดจริงๆ คราวนี้พรรคน้ำเงินภูมิใจไทยกับพรรคเขียวกล้าธรรมคงเป็นศัตรูขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด เพราะเริ่มเห็นทรงแล้วว่า พรรคน้ำเงินไม่ให้เขียวร่วมรัฐบาล คำพูดรอรับรอง สส.ก็แค่ประวิงเวลา เพราะพรรคน้ำเงินก็คุยกับพรรคแดงเพื่อไทยไปก่อนหน้านี้ได้ ..ไม่แน่เลือกตั้งใหม่พรรคเขียวอาจหนุนเพื่อไทยเพราะมีหวังจับมือร่วมรัฐบาลได้มากกว่า
จากกรณีที่สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 เรื่อง คืนสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. พร้อมคำสั่ง 5 ประเด็นให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาใหม่เพิ่มเติม ให้สอบสวนใหม่นำผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย (สว.ตัวจริง 2 ราย และเครือข่ายพรรคการเมืองดัง 6 ราย) ที่สั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ สอบสวนเป็นสำนวนเดียวกันกับสมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดกลุ่มอื่น ๆ อีก 7 กลุ่ม ให้นำพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนการไต่สวนของ กกต.มาประกอบการสอบ
แหล่งข่าวระดับสูงจากดีเอสไอ เปิดเผยกับ “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ว่า นี่เป็นการตีกลับสำนวน ข้อสังเกตสำคัญคือ ให้ พงส.ดีเอสไอต้องรอสำนวนคดีฮั้ว สว.จาก กกต. ก่อน ซึ่งก็คาดว่าจะใช้เวลาพอสมควร ปัญหาคือ กกต. เองก็ไม่รับพยานหลักฐานจากดีเอสไอ และเมื่อดีเอสไอประสานขอหลักฐานจาก กกต. ก็ยังไม่ได้รับเช่นเดียวกัน
ส่วนกรณีที่ต้องสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ไปก่อนหน้านี้จำนวน 8 ราย ก็เพื่อได้นำร่องสั่งฟ้องไปก่อนตามพยานหลักฐานที่ปรากฏชัดเจน เพราะเชื่อว่าหากต้องรอสั่งฟ้องให้ครบตามจำนวน สว.ตัวจริง 138 ราย ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงในคดีฮั้วเลือก สว. อาจทำให้สำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ต้องล่าช้าไปกว่า 3-5 ปีได้ การสั่งฟ้องไปก่อน 8 รายเป็นสิ่งที่ทำได้มากที่สุดตามพยานหลักฐานในขณะนั้น
“มีการตั้งข้อสงสัยว่าหากท้ายสุดแล้วในสำนวนคดีฮั้ว สว.ของ กกต. ไม่ได้ดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ตามที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (ของ กกต.) ได้มีความเห็นไว้ จะมีผลต่อการทำสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอหรือไม่ ว่าถ้าบุคคลไม่ถูกแจ้งข้อหาในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง แล้วจะหมายรวมว่า บุคคลก็จะไม่ถูกแจ้งข้อหาอาญาเช่นเดียวกัน”
อย่างไรก็ตาม มีความเห็นว่า แม้ กกต. ไม่ได้แจ้งดำเนินคดีบุคคลในสำนวนฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้สรุปความไปได้เลยว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะต้องไม่ดำเนินการตามไปด้วย เพราะอย่างไรแล้วเนื้อหาในทางคดีก็เป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้ในการพิสูจน์ และคณะทำงานก็ต่างมีข้อมูลหลักฐานของตนเองอยู่แล้ว กฎหมายเลือกตั้งก็ส่วนของ กกต. แต่กฎหมายคดีอาญา ก็เป็นส่วนของ พงส.
“หากล่วงเลยเวลาพอสมควรแล้ว กกต. ยังไม่สามารถส่งข้อมูลให้กับคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. คณะพนักงานสอบสวนฯ จะสอบถามไปยังอัยการคดีพิเศษถึงอุปสรรคดังกล่าว ว่าต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่ นอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนฯ ได้เดินหน้าสอบปากคำพยานให้ครบ 1,200 รายตามที่พนักงานอัยการคดีพิเศษแนะนำ ตอนนี้สอบไปแล้วราว 700 คน” แหล่งข่าวกล่าว
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ว่า พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ว่ากองทัพไทยยังคงยึดครองพื้นที่บางส่วนที่กัมพูชาถือว่าเป็นอธิปไตยของตน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรงตามแนวชายแดน พล.อ.ฮุน มาเนต ย้ำว่า กัมพูชาไม่สามารถยอมรับ “การละเมิดอธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดน”
เขาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งรัดการทำงานของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) เพื่อร่วมกันลงพื้นที่ปักปันเขตแดนให้เสร็จสิ้น วิธีการนี้คือหนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามรอบใหม่ ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา กับสหรัฐและจีน พล.อ.ฮุน มาเนต กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” หรือไม่จำเป็นต้องตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายหนึ่งเพื่อเข้าหาอีกฝ่าย
ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา จะเดินหน้าอีกครั้งหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของไทย ขณะนี้ฝ่ายไทยกังวลต่อกรณีที่ฝ่ายกัมพูชายังกระทำการยั่วยุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน ข่าวเท็จ และการกล่าวหาไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการออกแถลงการณ์ หรือการกล่าวถ้อยแถลงบนเวทีระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งฝ่ายไทยได้ติดตามและชี้แจงข้อเท็จจริงมาตลอด และเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับการตกลงในถ้อยแถลงระหว่าง 2 ประเทศ ไทยยังขอเรียกร้องให้กัมพูชากำกับดูแลกำลังพลบริเวณชายแดนอย่างเข้มงวดไม่ให้กระทำการยั่วยุ
“รมต.อ้วน” สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ จะเดินทางเยือนนครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 23-25 ก.พ. 2569 เพื่อร่วมการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (เอชอาร์ซี) สมัยที่ 61 เขาให้สัมภาษณ์ที่ จ.ภูเก็ตว่า ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการไปประกบ ฮุน มาเนต เพื่อไม่ให้มีการพาดพิงไทย เอชอาร์ซี เป็นการประชุมระดับผู้นำที่จะไปอยู่แล้ว เพราะเป็นเวทีที่เราจะไปพูดถึงความคืบหน้าสิทธิมนุษยชนในไทย แก้ปัญหาสแกมเมอร์ แต่หากกัมพูชาจะใช้เวทีนี้กล่าวหาหรือพาดพิงไทยก็พร้อมตอบโต้เช่นกัน เราทราบว่าในเวทีต่างๆ เขากล่าวหาประเทศไทยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ขอให้ฝ่ายกัมพูชาร่วมมือหลีกเลี่ยงการกล่าวหาต่างๆ และหยุดการกระทำที่กลับไปกลับมา.
“ทีมข่าวการเมือง”



