เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ผู้ปกครองในจังหวัดชุมพร เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับครูประจำชั้นอนุบาล 3 ของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวเมือง หลังบุตรสาวถูกทำโทษอย่างรุนแรงจนเกิดรอยฟกช้ำทั่วแผ่นหลังและหัวไหล่ สร้างความสะเทือนใจ และตั้งคำถามถึงมาตรฐานการดูแลเด็กเล็กในสถานศึกษา

กรณีดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊กของ นายเอกชัย น้อยนารายณ์ ผู้เป็นบิดา ซึ่งโพสต์ภาพบาดแผลของบุตรสาว พร้อมข้อความระบุว่า เด็กถูกครูใช้ไม้และมือตี เนื่องจากอ่านหนังสือไม่ได้ โดยอ้างเหตุผลว่าครูกลัวไม่ผ่านการประเมินจากการตรวจสอบของโรงเรียน ผู้ปกครองยืนยันไม่อาจยอมรับการกระทำดังกล่าวได้ เพราะเด็กยังอยู่ในวัยอนุบาล

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พบ นายเอกชัย ซึ่งเล่าทั้งน้ำตาว่า ตนและภรรยาไปรับลูกสาวกลับจากโรงเรียน เด็กบอกว่าถูกครูตี แต่ในตอนแรกคิดว่าเป็นการทำโทษทั่วไป กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. ขณะกำลังพาลูกอาบน้ำ จึงพบรอยฟกช้ำชัดเจนทั่วร่างกาย จึงติดต่อสอบถามครูประจำชั้น ได้รับคำชี้แจงว่าเป็นการ “ตีกล่าวตักเตือนเบา ๆ เพียงสองครั้ง” แต่สภาพบาดแผลสวนทางกับคำอธิบายอย่างสิ้นเชิง

ต่อมาทราบว่า สาเหตุของการลงโทษมาจากการที่เด็กอ่านหนังสือไม่ได้ และโรงเรียนกำลังจะมีการตรวจประเมิน ทำให้ผู้ปกครองยิ่งรับไม่ได้ เพราะเห็นว่าเป็นการกดดันและใช้ความรุนแรงกับเด็กเล็กเกินขอบเขต

คืนเดียวกัน ผู้ปกครองระบุว่ามีเสียงมาเรียกที่หน้าบ้าน จึงเกรงเรื่องความปลอดภัยและไม่เปิดประตู พร้อมแจ้งให้ไปพูดคุยกันที่สถานีตำรวจในวันถัดไป เนื่องจากยังอยู่ในภาวะอารมณ์ตึงเครียด แต่สุดท้ายครูไม่เดินทางมาพบตามนัด ผู้ปกครองจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ผู้ปกครองระบุว่า ผู้ก่อเหตุคือน.ส.เอ (นามสมมุติ) ครูประจำชั้นอนุบาล 3/5 โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใน จ.ชุมพร ผู้ถูกกล่าวหาว่าทำร้าย ด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 6 ขวบ

นอกจากนี้ นายเอกชัยยังได้เข้าพบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชุมพร เขต 1 เพื่อแจ้งเหตุและขอความคุ้มครองให้บุตรสาว โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนเข้าชี้แจงต่อหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองยังคงกังวลถึงความปลอดภัยของเด็ก รวมถึงสภาพจิตใจที่หวาดกลัว ไม่กล้าไปโรงเรียน

ภายหลังการแจ้งความ ยังมีผู้ปกครองรายอื่นติดต่อเข้ามาให้ข้อมูลว่า บุตรหลานของตนเคยถูกครูคนเดียวกันทำโทษมาแล้วหลายราย แต่ไม่กล้าแจ้งความ เนื่องจากบาดแผลไม่รุนแรงถึงขั้นสาหัส จึงปล่อยผ่านไป ผู้ปกครองเหล่านี้ต่างให้กำลังใจ และเรียกร้องให้ดำเนินการถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับเด็กคนอื่นอีก โดยเฉพาะเด็กอนุบาลซึ่งยังไม่สามารถปกป้องตนเองได้