เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิเคราะห์ลงแฟนเพจ “ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” ถึงการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกที่กำลังเข้าสู่ภาวะสั่นคลอน พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทที่เพิ่มขึ้นของจีนในฐานะ “ผู้ไกล่เกลี่ยคนใหม่”
โดย ณัฏฐ์ ระบุข้อความว่า “เมื่อโลกฝากความหวังไว้ที่ปักกิ่ง เจาะลึกสงครามอิหร่าน 2026 และยุทธศาสตร์ “ทางเลือกที่สาม” ที่กำลังสั่นคลอนระเบียบโลก ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เรามักคุ้นชินกับโลกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็น “ตำรวจโลก” (Global Policeman) แต่ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดในเวทีโลกกำลังบอกเราว่า ระเบียบเดิมที่เคยยึดถือกันมากว่าครึ่งศตวรรษ กำลังอยู่ในสภาวะ “Disarray” หรือระส่ำระสายอย่างหนัก และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ “จีน” กำลังก้าวเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ ด้วยยุทธศาสตร์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง”

อีกทั้ง “ภาวะสุญญากาศทางอำนาจ และการปรากฏตัวของผู้ไกล่เกลี่ยคนใหม่ เหตุผลที่ผู้นำทั่วโลกเริ่มหันหน้าเข้าหาปักกิ่ง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะโลกกำลังมองหา “ทางเลือกที่สาม” ท่ามกลางความขัดแย้งที่หาทางออกไม่ได้ ความล้มเหลวของระเบียบเดิมคือ การเจรจาระหว่างสหรัฐ และอิหร่านที่หยุดชะงัก หรือความยืดเยื้อของสงครามในยุโรป ทำให้หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของแนวทางตะวันตก อีกทั้ง China’s Peace Export คือ จีนไม่ได้ส่งออกแค่สินค้า แต่กำลังส่งออก “ความมั่นคง” ผ่านความคิดริเริ่มระดับโลก (Global Security Initiative – GSI) ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 100 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศที่แสดงท่าทีสนับสนุน และ The Saudi-Iran Precedent คือ ความสำเร็จในการทำให้ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านกลับมาดีกันในปี 2023 คือ “ใบเบิกทาง” สำคัญที่พิสูจน์ว่าจีนมีอิทธิพลในการเจรจาที่แม้แต่ตะวันตกยังทำไม่ได้”
นอกจากนี้ “หลักฐานเชิงประจักษ์ทำไมโลกถึง “รอ” จีน โดยข้อมูลจากต้นปี 2026 ชี้ให้เห็นว่าผู้นำจากหลากภูมิภาคไม่ได้แค่มาเยือนจีนเพื่อค้าขาย แต่มาเพื่อ “แสวงหาเสถียรภาพ” และ Global South Synergy คือ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) มองว่าแนวทาง “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” (Non-interference) ของจีน เป็นมิตรและยั่งยืนกว่าเงื่อนไขทางการเมืองแบบเดิม อีกทั้ง Diplomatic Momentum เพียงไตรมาสแรกของปี 2026 ผู้นำจากหลากทวีป ทั้งอาหรับและเอเชีย ต่างมุ่งหน้าสู่ปักกิ่งเพื่อหารือเรื่องบทบาทของจีนในการเป็น “ผู้ค้ำประกันสันติภาพ” และ Economic Clout คือ จีนกลายเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่กว่า World Bank ไปแล้ว พลังทางการเงินนี้ถูกเปลี่ยนเป็น “อำนาจต่อรองทางการทูต” ที่ทรงพลัง”
“สงครามในอิหร่าน คือ จุดทดสอบสำคัญของพญามังกร ปัจจุบัน สงครามในอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2026 คือวิกฤติที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง จีนไม่ได้อยู่เฉย แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “ท่อหายใจเดียว” ของอิหร่านผ่านการรับซื้อพลังงานและการสนับสนุนทางเทคโนโลยีเพื่อป้องกันตนเอง ในมุมมองส่วนตัวของผม “สงครามนี้จะจบลงได้ ถ้าจีนยกระดับบทบาทให้เข้มข้นขึ้น” โดยการก้าวออกมาเสนอทางออกที่จับต้องได้มากกว่าเดิม”
โดยหากจีนต้องการ “ปิดเกม” นี้ มองว่าจีนต้องเสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญนี้บนโต๊ะเจรจา ดังนี้
1.Security for Infrastructure Swap คือ จีนต้องเสนอแผนค้ำประกันความมั่นคงให้กับอิหร่าน แลกกับการที่อิหร่านต้องยุติโครงการที่เสี่ยงต่อความขัดแย้ง และเปิดเส้นทางเดินเรือสากล (Strait of Hormuz) อย่างถาวร โดยมีจีนและพันธมิตรเป็นผู้กำกับดูแล
2.The New Marshall Plan for Middle East คือ ประกาศแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านธนาคาร AIIB เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากสงคราม ซึ่งจะเป็นการผูกโยงเศรษฐกิจของอิหร่าน เลบานอนและประเทศรอบข้างเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของจีนจนไม่สามารถกลับไปทำสงครามได้อีก
3.Balanced Multilateralism คือ สร้างระเบียบความมั่นคงใหม่ผ่านกรอบความร่วมมืออย่าง BRICS+ หรือ SCO เพื่อให้ประเทศในตะวันออกกลางมีอำนาจต่อรองและรู้สึกปลอดภัย โดยไม่ต้องพึ่งพาระเบียบโลกขั้วเดียวแบบในอดีต
อย่างไรก็ตาม “ในวันที่ “สันติภาพ” กลายเป็นสินค้าส่งออกที่จีนใช้ขยายอิทธิพล ประเทศไทยต้องวางตัวแบบ “Proactive Neutrality” หรือเป็นกลางเชิงรุก เราต้องอ่าน Data ให้ออกว่าการเปลี่ยนขั้วอำนาจนี้จะกระทบต่อต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ของเราอย่างไร และเร่งหาโอกาสจากการที่จีนก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้คุมกฎคนใหม่” นี้”
ขอบคุณข้อมูล : ณัฏฐ์ มงคลนาวิน



