เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน (ปชน.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรค ปชน. เตรียมยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่า การดำเนินคดีมาตรา 157 ปัจจุบัน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะฝ่ายกฎหมายของพรรค กำลังทำคำฟ้องอยู่ คาดว่าจะสามารถยื่นได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า เหตุผลใช้เวลาเล็กน้อย เพราะแต่ละวันมีข้อมูลใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา หลังจากนั้นอยู่ขั้นตอนเก็บข้อมูลรวบรวมหลักฐานต่อเนื่อง แต่คาดว่าสัปดาห์หน้าจะยื่นได้แล้ว
เมื่อถามว่าหลักฐานอะไรหนักสุดใช้เป็นหลักฐานในการฟ้อง และพิสูจน์กระบวนการพิจารณาว่าลับหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องเนื้อหามาตรา 157 คิดว่าเดี๋ยวโดยละเอียดน่าจะแถลงในช่วงมีการยื่น แต่เนื้อหาหลักไม่พ้นประเด็นเรื่องบาร์โค้ด ที่เรามองว่าเป็นการดำเนินการทำให้การออกเสียงไม่ลับ คาบเกี่ยวกับประเด็นเดียวกันมีหลายภาคส่วน ใช้หลายช่องทางตรวจสอบเรื่องนี้ ปชน. ย้ำว่าเจตนาหลักที่เราทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงาน กกต. จุดมุ่งหมายไม่ใช่การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่เราต้องการปกป้องเสียงประชาชนทุกคน และเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย เรื่องบาร์โค้ดเป็นเรื่องใหญ่ แน่นอนคงต้องพิสูจน์เชิงเจตนาว่าบกพร่องโดยสุจริต หรือใครจงใจทุจริตด้วยระบบดังกล่าว ดังนั้นเราเลยตัดสินใจใช้กลไกฟ้อง ม.157 เพื่อให้มีการพิสูจน์ และรับผิดรับชอบทางกฎหมาย
เมื่อถามถึงความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ และนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดในลักษณะเดียวกันว่าถ้าพิสูจน์แล้วว่าบัตรเลือกตั้งไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ จะทำให้การเลือกตั้งโมฆะ ตอกย้ำแนวทางของ ปชน. หรือไม่นั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องแยกทีละขั้นตอน ปัจจุบันการมาให้ความเห็นกันว่าลับหรือไม่ ในความเห็นของ ปชน. ที่ผ่านมา เรามีจุดยืนชัดว่า การออกเสียงโดยลับต้องไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ ไม่ว่าเชิงทฤษฎีหรือปฏิบัติ ไม่ว่าเข้าถึงข้อมูล ต้นขั้ว บัตรในหีบขนาดไหน ต้องไม่มีกลไกไปเช็คได้ว่าบุคคลชื่ออะไร กาให้กับใคร นิยามเราเป็นเช่นนี้ สอดคล้องกับบุคลากรหลากหลายทางการเมือง เราคิดว่าชัดเจนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ลับ ส่วนประเด็นปลายทางภาคประชาชนยื่นช่องทางอื่น ส่งผลอะไรกับการเลือกตั้งนี้ เป็นอีกทางหนึ่ง แต่ ปชน. มองว่านิยามที่ได้ระบุไว้ การมีอยู่ของบาร์โค้ดทำให้การออกเสียงไม่ลับ
ส่วนกรณี กกต. แย้งตลอดว่าบัตรเลือกตั้งดังกล่าวไม่ถึงขั้นว่าไม่ลับ ปชน. จะทำอย่างไรให้ได้มาซึ่งหลักฐานนี้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ปัจจุบันต้องบอกว่า กกต. นิยามคำว่าลับไม่เหมือนกับคนส่วนหนึ่ง ในมุม ปชน. และนักกฎหมายอีกหลายคน มองว่าแค่ตรวจสอบได้ในเชิงทฤษฎีก็คือไม่ลับแล้ว ดังนั้นไม่ต้องพิสูจน์อะไรเพิ่มเติม กกต. แถลงแล้วว่า บาร์โค้ด ระบุรหัสเลขที่บัตรได้มันจบแล้ว แต่ กกต. นิยามคำว่าลับอีกแบบ ไปเรื่องความยากง่ายในการผูกข้อมูล คำถามแรกคือนิยามคำว่าลับแบบไหน ซึ่งนิยามของ กกต. แม้ไม่ได้เข้าถึงตัวบัตร หรือต้นขั้วหลังนับคะแนน มีกระบวนการ มีช่องโหว่ทำให้บางฝ่ายใช้เช็กได้ว่าใครกาให้ใคร
“วันที่ 22 ก.พ. เชิญชวนประชาชนสังเกตการณ์ สาระสำคัญคือถ้า กกต. ยืนยันว่า 8 ก.พ. ไม่มีปัญหา ต้องใช้แนวปฏิบัติเดิม ต้องใช้บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดเหมือนกัน กระบวนการนับคะแนนต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ถ้า 22 ก.พ. จัดแตกต่างจากเดิม แสดงว่าการเลือกตั้ง 8 ก.พ. มีปัญหา” นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามถึงลักษณะการทำงาน กกต. การเลือกตั้งปี 2566 กับปี 2569 การประกาศการให้ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ การไม่มีแถลงข่าว ส่อถึงพิรุธหรือไม่ปกติของ กกต. หรือไม่ โฆษกพรรค ปชน. มองว่า ข้อแรกคิดว่าความเชื่อมั่นประชาชนต่อการทำงานของ กกต. มีส่วนสำคัญทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าจัดอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสอย่างแม่นยำจริง ๆ หาก กกต. ต้องการให้องค์กรตัวเองมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หรือมีภาพลักษณ์ดีขึ้นตามที่ กกต. ประชุมหารือวัตถุประสงค์นี้ กกต. ควรเริ่มต้นด้วยการตอบคำถามประชาชนสงสัย การสื่อสารทางเดียวผ่านเพรสไม่พอ ควรแถลงข่าวเป็นระยะ คลายข้อสงสัยที่ประชาชนยังมีอยู่
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ข้อสอง คิดว่าภาพรวมสะท้อนให้เห็นถึงปัญหารัฐธรรมนูญปี 2560 ออกแบบให้องค์กรอิสระ ไม่ว่าทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ที่ประชาชนพึงพอใจหรือไม่ ประชาชนไม่มีสิทธิประเมินการทำงาน หรือริเริ่มเข้าชื่อกระบวนการถอดถอนได้เหมือนในอดีต ปชน. ตั้งคำถามว่าถ้าสภาฯเปิดทำการ ปชน. พรรคที่มี สส. กว่าร้อยคนในสภา เรายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตรา คืนสิทธิให้ประชาชน ริเริ่มเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่ประพฤติมิชอบได้ ซึ่งเคยมีในรัฐธรรมนูญปี 2540/2550 แต่ถูกถอดออกไปในปี 2560.



