เมื่อวันที่ 20 พ.ค.  น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงอาการไม่พอใจกรณีที่หน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรฯ ถูกระบุว่าเป็นหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนสูงสุด ว่า ปฏิกิริยาของนายสุชาติ ชมกลิ่น หลังจาก กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) สำรวจเรื่องการเรียกรับสินบนของหน่วยงานรัฐ แล้วกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมติดทั้ง 2 โผ คือ กรมควบคุมมลพิษ ติดอันดับ 1 เรื่องมูลค่าต่อครั้ง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ติดอันดับเรื่องความถี่ ปฏิกิริยาแรกๆ กลับไม่ใช่การประกาศจัดการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ปฏิกิริยาแรกของนายสุชาติ คือประกาศขู่ฟ้อง กกร. ซึ่งมาตรฐานโออีซีดี (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ที่รัฐบาลนี้ประกาศไว้ในการแถลงนโยบายว่าต้องการเข้าร่วมกลุ่ม เขาเรียกร้องประเทศที่เข้าร่วมกลุ่มให้ต้องปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับ “อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (OECD Anti-Bribery Convention)” ซึ่งวางหลักให้ประเทศต่าง ๆ ต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ปกป้อง​ whistleblower คุ้มครองทั้งคนในองค์กรและคนนอกที่แจ้งเบาะแสการทุจริต คุ้มครองพยาน

น.ส.รักชนก ระบุอีกว่า นอกจากนี้ ประเทศของเรากำลังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งยุโรปให้ความสำคัญกับการมีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก​ (Anti-SLAPP) EU มีมติให้ชาติสมาชิกของเขาต้องออกกฎหมายนี้ และรัฐสภายุโรปรวมถึงภาคประชาสังคมก็กดดันให้อียูใช้การเจรจาเอฟทีเอ กดดันให้ไทยปฏิรูปกฎหมายมาโดยตลอด การที่เรามีคนแบบนี้อยู่ในคณะรัฐมนตรี มีแต่จะทำให้เป้าหมายการเข้าร่วมโออีซีดีของรัฐบาล ห่างไกลออกไป และเป็นการประจาน ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาคอร์รัปชัน เพราะแม้แต่รัฐมนตรียังมีพฤติกรรม “ฟ้องปิดปาก”

ปฏิกิริยาที่ 2 ของนายสุชาติ ชมกลิ่น คือคุกคามสื่อ ทั้งวาจาและท่าทาง เมื่อถูกถามถึงเรื่องการคอร์รัปชันในหน่วยงานที่ตนดูแล นายสุชาติได้กล่าวว่า “มึงรู้จักกูน้อยไป” และเดินไปชนนักข่าว ถ้าประเทศนี้มีมาตรฐานจริยธรรมจริง คนคนนี้ยังควรเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ การที่แสดงพฤติกรรมแบบนี้กับผู้ที่มี powered dynamic เท่าๆ กัน ก็เป็นการไม่สมควรอย่างมาก เป็นพฤติกรรมที่หยาบคาย  

“แต่การที่รัฐมนตรีแสดงพฤติกรรมแบบนี้กับนักข่าว ซึ่งรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจอยู่ในระดับที่สูงกว่า ไม่ใช่การกระทำแค่กับตัวบุคคล แต่กระทำในสถานะ นัยหนึ่งคือ ‘กูใหญ่กว่า แล้วกูจะทำแบบนี้กับใครก็ได้’ แม้จะออกมายกมือไหว้ขอโทษแล้ว แต่เรื่องมันไม่ควรจบแค่นั้น คนที่อยู่ในแวดวง องค์กร องค์การ สมาคม สื่อสารมวลชน ควรได้รับสิ่งที่มากกว่าการยกมือไหว้ขอโทษเพราะถูกกดดัน นายกรัฐมนตรีต้องมีบทลงโทษนายสุชาติ ทั้งในฐานะผู้นำรัฐบาลที่ทูลเกล้าฯ ชื่อคนคนนี้เป็นรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคที่คนคนนี้อยู่ภายใต้การรับผิดชอบ” น.ส.รักชนก ระบุ

น.ส.รักชนก ระบุอีกว่า เพราะการแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ใช่แค่การคุกคาม whistleblowers แต่เป็นการส่งสัญญาณให้คนที่อยากจะแจ้งเบาะแสทุจริตคอร์รัปชัน ต่อจากนี้คนต้องคิดหนัก เพราะไม่ได้สู้แค่กับคนทำทุจริต แต่ต้องสู้กับรัฐบาลของตัวเอง ไม่ใช่แค่บุคคลคุกคามสื่อ แต่คนที่เป็นถึงรัฐมนตรีให้คุณให้โทษคนได้เป็นล้านๆ คุกคามวงการสื่อสารมวลชน ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้มีแต่จะทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยตกต่ำ และไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่ประเทศเราตกต่ำลงจริงๆ ไปแล้ว เพราะประเทศเรามีคนแบบนี้เป็นรัฐมนตรี.