เมื่อวันที่ 19 ก.พ. นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยกรณีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ถึงการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกจำนวนมากว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคล เพื่อสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือเป็นกิจการที่ชาวบ้านช่วยทำบุญงานศพ ดำเนินการภายใต้พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 ซึ่งบริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการ มีนายทะเบียนท้องที่คือนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือนายกเทศมนตรีสำหรับเทศบาล และนายทะเบียนกลางคืออธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กำกับดูแล ส่งเสริม ตรวจสอบ ถ่วงดุลกันอยู่
ปัจจุบันมีสมาคมฯ ที่จดทะเบียนถูกต้องยังคงดำเนินกิจการอยู่จำนวน 3,839 แห่ง ซึ่งยังดำเนินกิจการได้ปกติด้วยสถานะการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง ข้อมูลย้อนหลังปีที่แล้ว 2568 ถึงม.ค.2569 มีเพียง 10 แห่งเลิกกิจการโดยเป็นมติที่ประชุมคณะกรรมการ เนื่องจากบางแห่งไม่มีสมาชิก สถานะทางการเงินไปไม่ได้ ขาดคณะกรรมการบริหาร ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ซึ่งเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกโดยสมัครใจ และบางแห่งมีพฤติการณ์ที่เห็นว่าไม่สุจริต กรณีนี้นายทะเบียนมีอำนาจในการสั่งเลิก และอาจต้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับสมาคมฯ อย่างไรก็ตามเมื่อเลิกกิจการก็ต้องแจ้งนายทะเบียนประจำท้องที่ และส่งเรื่องถึงนายทะเบียนกลางคืออธิบดี สค.เพื่อนำลงประกาศเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นก็เข้าสู่การชำระบัญชี ทรัพย์สิน หนี้สิน เพื่อตรวจสอบให้ครบถ้วน หากมีทรัพย์สินเหลืออยู่ หากข้อบังคับว่าให้โอนให้สมาคมหรือกิจการสาธารณะที่ใดก็ให้โอนไป แต่หากไม่มีกำหนดในข้อบังคับก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
ปลัด พม.กล่าวด้วยว่า การเป็นสมาชิกสมาคม ไม่ได้เป็นการออมทรัพย์ หรือฝากเงินหรือการประกันชีวิต แต่เป็นการตกลงช่วยกันกรณีเกิดเสียชีวิตก็เหมือนการช่วยเงินทำศพ เงินเหล่านี้ก็ถูกมอบให้กับญาติหรือทายาทสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกคืน จะมีเฉพาะกรณีจ่ายเงินสมทบล่วงหน้าเช่น จ่ายไป 100 บาท แต่มีการช่วยเงินทำศพไปแล้ว 80 บาทและเกิดการเลิกสมาคมก็นำเงินที่เหลือ 20 บาทคืนให้สมาชิก
นายกันตพงศ์ กล่าวอีกว่า ตนได้มอบหมายให้อธิบดี สค.ประสานนายทะเบียนประจำท้องที่สำรวจสมาชิกที่เดือดร้อนมีจำนวนเท่าไหร่ เข้าใจว่าสมาคมที่เลิกโดยมติที่ประชุมส่วนมากจะเป็นการตกลงระหว่างสมาชิกก็ไม่น่าจะมีปัญหา ทั้งนี้ขอให้ประชาชนมั่นใจการดำเนินงานของสมาคมฯ มีกฎหมายรองรับ การเผยแพร่ข่าวซึ่งไม่เป็นความจริงก่อให้เกิดความตระหนกก็ต้องระมัดระวัง อาจจะมีความผิดทางอาญาได้เนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ ข้อเท็จจริงไม่ได้มีการเลิกทั่วราชอาณาจักร มีการเลิกเพียงแค่ 10 แห่ง.



