สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ว่านายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสุดยอดเอไอระดับโลก ครั้งที่ 4 ซึ่งกรุงนิวเดลีเป็นเจ้าภาพ ว่าปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ต้องเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้าถึงได้และครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
❗️ PM Modi Calls for Global Standards & Child Safety in AI
— RT_India (@RT_India_news) February 19, 2026
The Indian PM emphasised the need for combating deepfakes and fabricated content, advocating for ‘authenticity labels’ on AI-generated content, much like nutrition information on food, during his address at the AI Impact… pic.twitter.com/9MhpGlUOYg
ผู้นำอินเดียกล่าวด้วยว่า เอไอ “ต้องมีความเป็นประชาธิปไตย ต้องเป็นสื่อกลางเพื่อความครอบคลุมและการเสริมสร้างอำนาจให้แก่ผู้คน” พร้อมทั้งเสริมว่า “เรากำลังเข้าสู่ยุคที่มนุษย์และระบบอัจฉริยะร่วมกันสร้าง ร่วมกันทำงาน และร่วมกันพัฒนา เราต้องตั้งปณิธานว่า การใช้งานเอไอจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของโลก”
The AI Impact Summit in Delhi has brought together the who’s who from the AI world.
— Narendra Modi (@narendramodi) February 19, 2026
There is representation from over 100 countries.
There are distinguished participants from every corner of the globe.
Our aim is the same – leveraging the power of AI for the welfare of our… pic.twitter.com/BHkvMOJsVN
การประชุมสุดยอดเอไอครั้งนี้ เป็นการประชุมปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกครั้งแรก ซึ่งจัดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา หลังการประชุม 3 ครั้งก่อนหน้าเกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร
ด้านรัฐบาลอินเดียคาดหวังเงินลงทุนมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.22 ล้านล้านบาท) ภายในอีกสองปีข้างหน้า ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเอไอ ไม่ว่าจะเป็น โอเพนเอไอ กูเกิล และเอ็นวิเดีย ต่างประกาศดีลใหญ่ในการสร้างศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานในอินเดีย
แม้การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลเอไอสร้างความกังวล เรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมหาศาล รวมถึงความเสี่ยงต่อตลาดงานด้วย
อย่างไรก็ดี จากการจัดอันดับโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐ เมื่อปีที่แล้ว อินเดียพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 ของโลกในด้านขีดความสามารถการแข่งขันด้านเอไอ แต่ในภาพรวมยังคงมีระยะห่างอีกมาก ในการก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับสหรัฐและจีน.
เครดิตภาพ : AFP



