ในยุคที่การทำธุรกรรมเกือบทุกอย่างย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์ “บัตรประจำตัวประชาชน” ไม่ได้เป็นเพียงแผ่นพลาสติกที่ใช้ยืนยันตัวตนตอนทำใบขับขี่หรือติดต่อราชการแบบเห็นหน้ากันอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญที่มิจฉาชีพจ้องตาเป็นมัน กลับไม่ใช่แค่เลข 13 หลักด้านหน้า แต่คือ “Laser ID” หรือเลข 12 หลักที่อยู่ด้านหลังบัตรนั่นเอง
หลายคนอาจสงสัยว่า เลขชุดนี้มีไว้ทำไม? ทำไมแอปธนาคารหรือแอป “ทางรัฐ” ถึงต้องเรียกถาม? และที่สำคัญที่สุด “ทำไมเราถึงห้ามถ่ายเอกสารด้านหลังบัตรส่งเดช?”
Laser ID คืออะไร? (ไม่ใช่แค่เลขคุมสต๊อกบัตร)
เดิมที Laser ID คือรหัส 12 หลักที่พิมพ์ด้วยเลเซอร์อยู่ใต้แถบแม่เหล็กด้านหลังบัตร หน้าที่ดั้งเดิมของมันคือใช้ควบคุมการจ่ายบัตรของกรมการปกครอง เพื่อดูว่าบัตรใบนี้อยู่ในลอตไหน กล่องที่เท่าไหร่ โดยแบ่งรหัสเป็น 3 ชุด
-ชุดที่ 1 (ตัวอักษร+เลข) บอกรุ่นของชิปข้อมูล
-ชุดที่ 2 (7 หลัก) บอกเลขกล่องที่บรรจุบัตร
-ชุดที่ 3 (2 หลัก) บอกลำดับที่ของบัตรในกล่องนั้น
ตัวอย่าง… รหัส JC1-0002507-15 หมายถึง บัตรใบที่ 15 จากกล่องหมายเลข 0002507 นั่นเอง
ทำไม Laser ID ถึงสำคัญมากในยุคนี้?
ในโลกดิจิทัล Laser ID ถูกยกระดับให้เป็น “กุญแจดิจิทัลชุดที่สอง” หรือเปรียบเสมือนเลข CVV หลังบัตรเครดิต
-ใช้ยืนยันตัวตนออนไลน์ (e-KYC) เมื่อคุณสมัครแอปธนาคาร หรือแอปภาครัฐ ระบบจะขอเลข 13 หลัก (หน้าบัตร) คู่กับ Laser ID (หลังบัตร) เพื่อส่งไปเช็กกับฐานข้อมูลกรมการปกครอง (DOPA) ว่า “บัตรใบนี้ยังใช้งานอยู่จริงหรือไม่”
-ป้องกันบัตรเก่าที่หายไป ข้อดีของ Laser ID คือมันจะเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งที่คุณทำบัตรใหม่ (ต่างจากเลข 13 หลักที่ติดตัวตลอดชีวิต) ดังนั้นถ้าใครได้ข้อมูลบัตรใบเก่าของคุณไป แต่คุณทำบัตรใหม่แล้ว Laser ID ชุดเก่าจะใช้ไม่ได้ทันที ช่วยป้องกันการสวมรอยได้ในระดับหนึ่ง
อันตราย! ถ้า Laser ID หลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพ
หากมิจฉาชีพได้ข้อมูลครบทั้งหน้าบัตร (เลข 13 หลัก, ชื่อ-นามสกุล, วันเกิด) และหลังบัตร (Laser ID) สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ
1.การสวมรอยทำธุรกรรม มิจฉาชีพสามารถนำไปสมัครกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือเปิดบัญชีออนไลน์ในชื่อของคุณ
2.บัญชีม้า ข้อมูลของคุณอาจถูกนำไปใช้เปิดบัญชีเพื่อรับเงินผิดกฎหมาย ทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว
3.ขอรับสิทธิสวัสดิการ แอบอ้างสิทธิรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ
5 กฎเหล็ก… ป้องกันตัวจากมิจฉาชีพ
เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนตั้งแต่อายุ 18 จนถึง 60 ปี ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้…
1.ถ่ายสำเนาบัตร “ด้านหน้า” เท่านั้น ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย การทำสำเนาบัตรประชาชนให้ถ่ายเฉพาะด้านหน้าก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องถ่ายด้านหลัง
2.อย่าส่งรูปหลังบัตรให้ใครทางแชต หากไม่ใช่แอปพลิเคชันทางการของรัฐหรือธนาคาร ห้ามส่งรูปถ่ายหลังบัตรให้บุคคลอื่นเด็ดขาด
3.หาอะไรปิดไว้ หากจำเป็นต้องถ่ายรูปหลังบัตรจริงๆ (เช่น ยืนยันตัวตนบางระบบ) ให้ใช้กระดาษหรือนิ้วมือปิดเลข Laser ID ไว้ก่อนถ่าย
4.เช็กความน่าเชื่อถือ ก่อนกรอกเลขหลังบัตรในเว็บไซต์ใดๆ ต้องมั่นใจว่าเป็นเว็บจริง ไม่ใช่เว็บปลอม (Phishing)
5.ใช้แอป ThaID แนะนำให้หันมาใช้แอปพลิเคชัน ThaID (ไทยดี) ของกรมการปกครองในการยืนยันตัวตน เพราะปลอดภัยกว่าและไม่ต้องคอยบอกเลข Laser ID ให้ใคร…



