นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มธุรกิจประกันชีวิต ปี 69 ว่า  สมาคมคาดว่าเบี้ยประกันรับรวมจะเติบโต 2.5-3.5% จากปี 68 เพิ่มเป็นระดับ 700,000 ล้านบาท  ซึ่งหากรวมกับที่สมาคมประกันวินาศภัย ตั้งเป้าหมายที่ 3 แสนล้านบาท จะทำให้ปีนี้เป็นปีแรกที่เบี้ยของธุรกิจประกันภัยของไทยเติบโตทะลุ 1 ล้านล้าน

สำหรับปัจจัยบวกที่ทำให้เติบโต มาจากเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีเฉลี่ยปี 8 – 10% และปี 69 จะสูงถึง 10.8% ทำให้ประชาชนกังวลและเริ่มมองหาความคุ้มครองเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ส่งผลให้เบี้ยประกันสุขภาพ และโรคร้ายแรง มีโอกาสเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% จากปัจจุบันที่มีเบี้ย 1.2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามในปีนี้อาจเห็นรูปแบบประกันสุขภาพที่ปรับเปลี่ยนไป เช่น การเริ่มทำประกันโคเพย์เมนท์ตั้งแต่ปีแรก แตกต่างจากปีก่อนที่ให้โคเพย์เมนท์ เฉพาะสัญญาปีถัดไปที่ใช้เคลมเกินเงื่อนไข

นอกจากนี้ จะมีการออกประกันสุขภาพแบบความรับผิดส่วนแรก (ดีดักเอเบิล) คือ ผู้เอาประกันภัยตกลงจ่ายค่ารักษาพยาบาลช่วงแรกเองตามจำนวนที่ระบุ และหากมีส่วนเกินบริษัทประกันจะจ่ายให้ เพื่อแลกกับเบี้ยประกันที่ถูกลง หรือมีการจัดกลุ่มโรงพยาบาล อาทิ ให้รักษากับโรงพยาบาลภาครัฐ เป็นต้น ส่วนประกันเหมาจ่ายทางบริษัทประกันแต่ละแห่งอาจมีการปรับรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ส่วนจากการเริ่มใช้ประกันสุขภาพโคเพย์เมนท์ ที่จะครบ 1 ปีสิ้นเดือนก.พ.นี้ จะต้องรอรวบรวมข้อมูลที่แน่ชัดก่อน แต่จากการประเมินก่อนหน้านี้คาดจะมีผู้เอาประกันประมาณ 4% ใช้สิทธิรักษาเกินเกณฑ์ที่กำหนด และอาจต้องจ่ายโคเพย์เมนท์ในปีถัดไป แต่ผู้ทำประกันส่วนใหญ่ที่ใช้สิทธิรักษาปกติจะไม่โดนโคเพย์เมนท์ เพราะเป้าหมายหลัก เพื่อต้องการป้องกันการใช้เคลมรักษาเกินจริง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ภาพรวมเบี้ยประกันสุขภาพสูง

ขณะที่ปัจจัยบวกอื่นที่มีผลต่อประกันในปีนี้ คือ การขยายช่วงอายุการรับประกันสุขภาพออกไปถึง 80 ปี จะช่วยสนับสนุนให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและโรคร้ายแรงเติบโตได้ต่อ และส่งผลไปยังผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตอื่น เช่น ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ขณะเดียวกันการเข้าใกล้สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ในปี 72 ของไทยจะกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนความมั่นคงรายได้หลังเกษียณ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์บำนาญมีแนวโน้มขยายตัว  ส่วนปัจจัยท้าทาย มีทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก และในประเทศชะลอตัว เงินเฟ้อติดลบ ดอกเบี้ยขาลง การใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินทีเอฟอาร์เอส 17 ฉบับใหม่  สงครามการค้าโลก ภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนภัยธรรมชาติ และโรคอุบัติใหม่ ขณะเดียวกัน สมาคมฯ อยากเสนอให้รัฐบาลแยกการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี สำหรับเบี้ยประกันชีวิตออกมาจากประกันสุขภาพอย่างชัดเจน

นางนุสรากล่าวว่า ผลดำเนินธุรกิจประกันชีวิตของปี 68 มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3.45%  มาจากเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ 190,886 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3.60% ในจำนวนนี้แยกเป็น เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 127,172 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว 63,714 ล้านบาท  ส่วนเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป  485,619 ล้านบาท เติบโต 3.40% คิดเป็นอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ 82%

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประกันชีวิตเติบโต มาจากประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ ส่งผลให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ เติบโตเพิ่มขึ้น 11.70%  และสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรง เติบโต 4.59% และยังช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพเติบโต 5.64% ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เติบโต 0.10% ขณะเดียวกันประชาชนให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินระยะยาวรองรับรายได้หลังเกษียณผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีอัตราการเติบโต 9.14% นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนมีการเติบโต 15.75% เนื่องจากนักลงทุนมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น รวมถึงได้รับความคุ้มครองจากการประกันชีวิตรวมอยู่ด้วย