นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังศาลสูงสหรัฐ มีคำตัดสินเรื่องมาตรการภาษีตอบโต้ ว่าไม่สามารถทำได้ โดยระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นและมุมมองต่อตลาดทุนไทยอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ขยับขึ้นสู่ระดับ 1,500 จุด อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการภาษีเดิมไม่สามารถทำต่อได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามาตรการทางการค้าจะหมดไป แต่อาจเป็นการเปลี่ยนเครื่องมือจากลักษณะทั่วไปมาเป็นเครื่องมือเฉพาะรายสินค้าหรือรายประเทศแทน ทำให้ประเทศไทยจะมีการเจรจาการค้ากับสหรัฐต่อไปเพื่อดูแลประโยชน์การค้าของประเทศ

ส่วนผลกระทบต่อภาคการส่งออก มองว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ เนื่องจากเดิมสินค้าไทยเคยถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 19% แต่ล่าสุดเหลือ 15% เท่ากันทุกประเทศ จึงทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยกลับมามีความเท่าเทียมมากขึ้นในทันทีโดยในระยะสั้นคาดว่าจะมีการเร่งส่งออกช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ก่อนครบกำหนดระยะเวลาผ่อนปรน 150 วัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้จัดทีมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากสหรัฐนำมาตรการอื่นมาปรับใช้อีกครั้ง

สำหรับยุทธศาสตร์ระยะยาว รัฐบาลได้ผลักดันให้เกิดการลงทุน ซึ่งปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนโดยมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่าการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการย้ายฐานการผลิตมายังไทยและอาเซียนมากขึ้น สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในปีที่ผ่านมาที่เติบโตสูงถึง 68% โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ผ่านนโยบายต่างๆ เพื่อเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง

นายเอกนิติ กล่าวว่า จากโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมาจากไตรมาสที่ 4 และนโยบายการปลดล็อกการลงทุน จะส่งผลให้จีดีพีของไทยในปีนี้ขยายตัวได้ดีกว่า 2% แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทั้งความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนโลก และสถานการณ์สงครามในต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลกได้ทุกเมื่อ โดยหลังจากมีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลมีแผนที่จะเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการค้าและการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคต่อไป

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ผลบวกในเบื้องต้น คือ ต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐ ลดลง ราคาสินค้าปลายทางลดลง ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐ มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ไก่ อาหารทะเล และผลไม้กระป๋อง แต่ในทางกลับกัน คู่แข่งของไทยที่เคยเจอภาษีสูง ภาษีก็จะลดลงมาเท่ากันทุกประเทศ ก็จะเป็นคู่แข่งสำคัญ และยังมีปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า จะเป็นตัวฉุดขีดความสามารถ

อย่างไรก็ตาม แม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดลงจากเดิม แต่กระทรวงพาณิชย์จะมีการเจรจากับสหรัฐต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ ทำให้ไทยต้องอยู่ในเวทีเจรจาต่อไป ส่วนประเด็นการลดภาษี การเปิดตลาดสินค้าต่าง ๆ ให้กับสหรัฐ ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐจะมีการใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ 

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังจับตาการส่งออกอย่างใกล้ชิด แม้ว่าตัวเลขจะสูง แต่ก็ยังไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าวัฏจักรนี้จะจบเมื่อไร ซึ่งกรมจะหาทางบุกเจาะตลาดต่อ เพราะภาษีสหรัฐที่ลดลง ทุกคนได้เท่ากัน จะหยุดขยายตลาดไม่ได้ โดยได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่ดูแล ทั้งสินค้าและบริการที่ไทยมีโอกาส ให้ส่งข้อมูลกลับมา จะได้พูดคุยหารือกับผู้ส่งออก เพื่อดูโอกาสไปช่วงชิงได้ยังไง และเฉพาะสหรัฐที่เป็นตลาดสำคัญก็จะมีมาตรการเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งล่าสุดได้เชิญผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐมาไทย เพื่อเจรจาธุรกิจกับผู้ส่งออกไทย