เมื่อวันที่ 24 ก.พ. น.ส.ธนพร วิจันทร์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้ดิฉันขออนุญาตชี้แจงรายละเอียดเรื่องหนี้ ๆ ประเภทของหนี้ประกันสังคม ต่อพี่น้องคนทำงาน ระหว่างที่เรารอสำนักงานประกันสังคมทำสรุปข้อมูลมาตอบสังคม เพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนสามารถช่วยกันทวงถามได้ง่ายขึ้น โดยข้อมูลที่ดิฉันนำเสนอในโพสต์นี้จะมาจากข้อมูลทางการของสำนักงานประกันสังคมทั้งหมด
1. หนี้ประกันสังคมของรัฐบาลเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ค้างชำระมาโดยตลอดหลายปี แม้ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ประกันสังคม จะระบุชัดว่าให้รัฐบาลร่วมจ่ายสมทบให้กับผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33, 39, 40 แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลมักได้รับจัดสรรงบประมาณรายปีไม่เพียงพอ และจึงไม่จ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยล่าสุดช่วงสิ้นปี 2568 รัฐบาลค้างชำระเงินสมทบประกันสังคมสะสมอยู่ทั้งหมดราว 4 หมื่น 3 พันล้านบาท
หากรัฐมนตรีแรงงานคนแล้วคนเล่ายังคงละเลยปัญหานี้ หนี้มหาศาลก้อนนี้ **ซึ่งไม่มีทั้งดอกเบี้ยและไม่มีวี่แววว่าจะถูกชำระหมด** ก็จะไม่สามารถผันแปรไปเป็นเงินสำหรับลงทุนปันผล และจะกลายเป็นค่าเสียโอกาสที่ไม่รู้จบและเป็นความเสียหายขนาดมหึมาต่อความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมในที่สุด (ยกตัวอย่างเช่น ผลตอบแทนลงทุนของกองทุนประกันสังคมปี 2568 อยู่ที่ 6.16% นับเป็นเงิน 168,177 ล้านบาท ตัวเลขนี้สามารถพุ่งสูงกว่านี้ได้หากหนี้รัฐบาลกว่า 43,000 ล้านบาท ถูกชำระเข้ากองทุนและนำไปลงทุนปันผลตามที่ควรจะเป็น)
2. หนี้ประกันสังคมของนายจ้างภาคเอกชน ซึ่งเกิดจากการจ้างงานลูกจ้างที่มีสิทธิเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ภาคบังคับตามกฎหมาย โดยนายจ้างต้องจ่าย 5% ของเงินเดือนผู้ประกันตน ไม่เกินเพดานที่กำหนด (ปัจจุบันอยู่ที่ 17,500 บาท) เทียบเท่ากับเงินที่ผู้ประกันตนต้องสมทบเข้ากองทุน ล่าสุดช่วงปลายปี 2568 หนี้ค้างชำระสะสมของนายจ้างภาคเอกชนทั่วไทยมีทั้งหมดราว 6 พันล้านบาท แยกออกเป็น 3 ประเภทสถานะ (ภาพที่ 1) คือ สถานะ A ติดหนี้แต่ยังดำเนินกิจการ คิดเป็นเงิน 2,194.98 ล้านบาท สถานะ S ติดหนี้และได้หยุดกิจการชั่วคราว คิดเป็นเงิน 3,829.84 ล้านบาท และ สถานะ C คือเป็นหนี้และเลิกกิจการไปแล้ว คิดเป็นเงิน 66.51 ล้านบาท
3. หนี้ประกันสังคมของหน่วยงานราชการในฐานะนายจ้างของผู้ประกันตนมาตรา 33 หนี้ก้อนนี้แหละ คือก้อนที่ดิฉันได้โพสต์ทวงถามรายละเอียดไปล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเรื่องนี้ได้แดงขึ้นมาจากข้อมูลประกอบการประชุม ‘อนุทวงหนี้’ ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2568 ซึ่งมีวาระชื่อ “ขอหารือหนี้เงินสมทบของหน่วยงานราชการ” ประกอบไปด้วยหนี้สถานะ C (เลิกกิจการ) และหนี้ที่ขาดอายุความ (ภาพที่ 2) ซึ่งวาระนี้เป็นวาระที่ถูกนำขึ้นมาเพื่อการเสาะหาช่องทางการจำหน่ายออกจากบัญชีให้เป็นหนี้สูญ **หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการล้างหนี้ที่ตามไม่ได้และไม่คิดจะตามอีกต่อไปแล้ว** ดิฉันขอเชิญชวนให้ผู้ประกันตนรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายของกองทุนนี้มาร่วมกันตั้งคำถาม
หน่วยงานราชการเหล่านี้ อยู่ในกระทรวงไหน? กรมอะไรบ้าง? หน่วยงานเหล่านี้มีกี่หน่วยงาน? ติดหนี้ประกันสังคมค้างชำระอยู่เยอะแค่ไหน? ทำไมสำนักงานประกันสังคมถึงปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นหนี้เน่าเสียไปได้? ทำไมหน่วยงานราชการเหล่านี้ถึงมีสถานะเลิกกิจการ? การค้างชำระหนี้โดยหน่วยงานราชการก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ประกันตนแค่ไหนแล้ว? และใครคือผู้ที่จะต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น? ในเมื่อหนี้เหล่านี้เกิดจากการจ้างงานโดยหน่วยงานราชการ
ดิฉันขอเรียกร้องอีกทีไปยังสำนักงานประกันสังคม เลขาธิการประกันสังคม รวมถึงรัฐมนตรีแรงงาน ให้เร่งจัดทำสรุปข้อมูลเรื่องนี้และออกมาชี้แจงกับสังคมโดยละเอียดและเร็วที่สุด ว่ากรมไหน หน่วยงานชื่อว่าอะไร ภายใต้กระทรวงใด สมัยรัฐมนตรีคนไหน ที่ไม่จ่ายเงินประกันสังคม ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน ในขณะที่หนี้ฝั่งประชาชนมีทั้งดอกเบี้ยมีทั้งโทษทางกฎหมายที่ชัดเจน แต่กับหนี้ของรัฐบาลและหน่วยงานราชการสำนักงานประกันสังคมกลับมีท่าทีแบบสบาย ๆ ไม่จ่ายก็ไม่เป็นไร โดยจนถึงตอนนี้ก็ไม่มีกระทั่งการเปิดเผยข้อมูลให้ผู้เสียหายกว่าสิบล้านคนได้รับทราบถึงขนาดของปัญหาดังนี้ จนเกิดการดองหนี้จนเน่าเสียและทยอยตัดหนี้สูญไปอย่างเงียบ ๆ ทำให้รายได้ของกองทุนต้องลดน้อยลงโดยไม่มีเหตุผลคำอธิบายแต่อย่างใด
“สปส. คือหน่วยงานราชการ คุณจะมาตัดหนี้ให้หน่วยงานราชการด้วยกัน โดยเอาเงินผู้ประกันตนมาโปะความล้มเหลวในหน้าที่ของฝ่ายราชการไม่ได้เด็ดขาด เงินที่สูญหายไปจากกองทุนประกันสังคมมิใช่แค่เงินของฝ่ายราชการ แต่เป็นเงินค่ารักษาพยาบาล เงินบำนาญ เงินว่างงานของพี่น้องแรงงาน คนหาเช้ากินค่ำ คนทำงานเดือนชนเดือน การที่หน่วยงานราชการบางหน่วยได้ละเลยหน้าที่ตามกฎหมายของตัวเองจนส่งผลกระทบต่อกองทุน จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิของคนทำงานทั้งประเทศ” น.ส.ธนพร ระบุ



